ซ่อมแซมผนังทาสีในบ้านเก่าให้เหมือนใหม่

บ้านเก่าที่เกิดไม่ทันยุคเทคโนโลยีทันสมัยในเรื่องของสีทนความชื้น มีโอกาสเจอปัญหาสีทาผนังบวมปูดเป็นหย่อมๆ ได้ทุกเมื่อ นานวันเข้าคราบราดำก็โผล่มากวนใจ ไม่น่ามองเลยสักนิด

ที่จริงแล้ว ปัญหานี้มีสาเหตุมาจากความชื้นที่สะสมอยู่ในผนังปูน อาจเป็นเพราะเกิดการรั่วซึมที่จุดใดจุดหนึ่งของบ้าน ผนังอยู่ติดกับพื้นดินซึ่งมีความชื้น หรือการเลือกใช้และการทาสีทาบ้านที่ไม่ได้มาตรฐาน เป็นต้น หย่อมของสีบวมปูดที่ว่าอาจดูใหญ่โต จนทำให้เราท้อใจที่จะซ่อมแซมมัน แต่จริงๆแล้วเรื่องนี้ไม่ยากอย่างที่คิด

 เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ

เกรียง น้ำยาฟอกขาวผสมน้ำอัตราส่วน 1:5 แปรงลวด ถุงมือ กระดาษทราย แปรงทาสี สีรองพื้นปูนเก่า สีทาทับหน้า

 ขั้นตอน

  1. ทำความสะอาดผิวผนัง โดยใช้น้ำสะอาดเช็ดถู (หมายเหตุ ถ้าที่บ้านมีเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง สามารถใช้เพื่อทุ่นแรงได้)
  2. หากมีคราบราดำ หรือตะไคร้น้ำ ให้ใช้แปรงที่มีขนแข็งขัดออก ทาน้ำยาฟอกขาวที่เตรียมไว้ ปล่อยไว้ประมาณ 30 นาที หลังจากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาดหลายๆครั้ง ขั้นตอนนี้ควรสวมถุงมือและใช้ผ้าปิดปากและจมูก เพื่อความปลอดภัย
  3. ใช้เกรียงขูดเอาฟิล์มสีทาผนังที่เสื่อมสภาพออกให้หมด แล้วเช็ด ปัด ล้าง จนผนังสะอาดและปราศจากฝุ่นผง
  4. หลังจากทิ้งผนังให้แห้ง ทาน้ำยาป้องกันเชื้อรา ทิ้งผนังให้แห้งสนิท
  5. ทาสีรองพื้นปูนเก่า ทิ้งให้แห้งอย่างน้อย 6 ชั่วโมง
  6. ทาสีทับหน้า จำนวน 2 เที่ยว แต่ละเที่ยวห่างกันประมาณ 3 ชั่วโมง

ไอเดียหลังซ่อมแซมผนัง

การทาสีใหม่เฉพาะบริเวณที่สีเสื่อมสภาพ คงไม่ค่อยน่ามอง เพราะจะเห็นความต่างของสีเก่าและใหม่ได้อย่างชัดเจน แต่ครั้นจะให้ทำทุกๆ ขั้นตอนข้างบนกับผิวผนังผืนใหญ่ แรงคงหมดเสียก่อนจะได้ทาสีใหม่ เราจึงขอเสนอไอเดียตกแต่งผนัง โดยการติดชิ้นไม้หรือไม้เทียมเพื่อสร้างกรอบให้กับพื้นที่ที่เราทาสีใหม่ เป็นการจำกัดพื้นที่ในการซ่อมสีทาผนัง ทีนี้ก็จะได้ผนังสวยสด แถมเหนื่อยน้อยลงด้วย

ใช้แปรงแข็งขัดคราบราดำ ตะไคร่น้ำ ออกก่อนทาน้ำยาฟอกขาว

ใช้เกรียงขูดสีที่เสื่อมสภาพออก

ทาน้ำยาป้องกันเชื้อรา ทิ้งผนังให้แห้งสนิท

ทาสีรองพื้นปูนเก่า ทิ้งให้แห้ง 6 ชม.

ทาสีทับหน้า จำนวน 2 เที่ยว

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : scgbuildingmaterials.com

ขอขอบคุณรูปภาพจาก : eaka_puntu

การทำความสะอาดอ่างล้างจาน

อุปกรณ์

1. น้ำยาล้างจาน

2. น้ำส้มสายชูกลั่น

3. เบกกิ้งโซดา

4. เกลือหิน

5. น้ำแข็ง

6. ผ้าสะอาด

7. แปรงสีฟัน

8. ผ้าไนลอนหรือฟองน้ำ

9. กระดาษทิชชู่อเนกประสงค์ (กระดาษทิชชู่แผ่นใหญ่)

 

วิธีทำความสะอาด

1. อันดับแรกเปิดน้ำให้อ่างเปียกทั่วถึงซะก่อน แล้วจึงเอาผงเบกกิ้งโซดาโรยทิ้งเอาไว้สักพัก จนเบกกิ้งโซดาจับตัวเป็นก้อน จากนั้นค่อยเอาน้ำสะอาดล้างออก

2. ต่อมาก็มาทำความสะอาดส่วนอื่น ๆ กันบ้าง ซึ่งสำหรับจุกอ่างล้างจานนั้น คุณสามารถทำความสะอาดได้โดยเอาแปรงสีฟันจุ่มน้ำยาล้างจานหรือผงเบกกิ้งโซดาผสมน้ำ มาขัดรอบ ๆ จุกให้สะอาด และใช้วิธีเดียวกันนี้ขัดรอบ ๆ ก๊อกน้ำด้วย ก่อนจะล้างน้ำออกให้เรียบร้อย

3. หลังจากนั้นก็มองหาผ้าสะอาดมาเช็ดจนแห้ง แล้วเอากระดาษทิชชู่อเนกประสงค์ที่หยดน้ำส้มสายชูกลั่นลงไปแล้ว มาวางคลุมไว้ให้ทั่วอ่าง ทิ้งไว้ราว 20 นาที

4. และเมื่อรอจนครบตามเวลาแล้ว คุณก็สามารถใช้ผ้าไนลอนหรือฟองน้ำซับน้ำยาล้างจานเช็ดอีกครั้ง แล้วจึงล้างน้ำออกให้สะอาดได้เลย

5. สุดท้ายเพื่อกันปัญหาท่อตันไว้แต่เนิ่น ๆ คุณก็สามารถกำจัดเศษอาหารติดค้างในท่อได้โดยการใส่น้ำแข็งลงไป ตามด้วยเกลือหินประมาณ 1 ถ้วย เพื่อให้มันไปผสมกันและขจัดคราบมันรวมทั้งเศษอาหารออกไปได้ อย่างไรก็ดี เพื่อกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์จากเศษอาหารที่หมักหมมในท่อ อาจบีบมะนาวลงไปขจัดกลิ่นด้วยก็ได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : kapook

5ขั้นตอนดูแลบ้านช่วงหน้าฝน

บ้านเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย เพราะเป็นทั้งที่พักผ่อนและที่หลบฝนหลบแดด แต่บ้านก็เหมือนกับคนต้องการการดูแลรักษา เอาอกเอาใจ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน อย่าปล่อยให้มันไม่สบายเป็นหวัดคัดจมูก เราจึงขอเสนอวิธีดูแลรักษาบ้านในช่วงหน้าฝนมาให้เพื่อนๆ นำไปใช้กัน

1. ทำความสะอาดรางระบายน้ำ
เพราะเป็นทางน้ำไหลผ่าน อย่าให้มีเศษขยะหรือของอะไรมากีดขวาง ไม่อย่างนั้นน้ำที่ไหลไปคงเอ่อท่วมเหมือนน้ำท่วมปี 53 ที่มีบ้านใน กทม เป็นสิ่งกีดขวางแน่นอน

2. ตรวจรอยรั่วซึม
คอยสังเกตุเวลาฝนตกว่ามีน้ำรั่วซึมตามหลังคาหรือเพดานหรือไม่ ถ้าพบเจออย่าปล่อยทิ้งไว้นานเพราะปัญหาใหญ่จะตามมา ควรรีบตามช่างเพื่อแก้ปัญหาโดยด่วน หรือใช้ยางซีลที่กันน้ำได้ มาอุดรูรั่วตามประตูหรือหน้าต่าง

3. ตรวจสอบปลั๊กไฟ
สำคัญมากๆ สำหรับปลั๊กไฟ หากปล่อยให้น้ำกระเด็นเข้าไปจะเป็นอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะปลั๊กที่อยู่ติดประตูหรือหน้าต่างที่เสี่ยงต่อการโดนน้ำ ลองหาอะไรมาปิดไว้หรือทางที่ดีควรเปลี่ยนไปใช้ปลั๊กแบบที่มีฝาเปิด-ปิด

4. ตรวจน้ำขัง
ตามพื้นระเบียงหรือพื้นบ้านที่ไม่เรียบสนิทจะมีน้ำขัง เมื่อฝนตกเสร็จแล้วให้ทำความสะอาดบริเวณน้ำขังให้เรียบร้อย อย่าปล่อยให้มีคราบเพราะทิ้งไว้นานๆ จะล้างไม่ออก ติดเป็นคราบ

5. สีทาบ้าน
สำหรับบ้านเก่าสีซีด สีนอกจากจะทำให้บ้านดูดีดูใหม่แล้ว สีบางชนิดยังช่วยป้องกันผนังบ้านอีกด้วย สำหรับบ้านเก่าควรทาสีใหม่เพื่อป้องกันเชื้อราจากความชื้น โดยเฉพาะส่วนที่ทำจากไม้ต้องดูแลเป็นพิเศษ

ขอบคุณข้อมูลจาก : infinitydesign

ลดความชื้น แก้ปัญหาเชื้อรา 

ความชื้น ( humidity) เป็นคำใช้เรียกปริมาณไอน้ำในอากาศ อย่างเป็นทางการ อากาศชื้นเป็นสารผสมระหว่างไอน้ำกับองค์ประกอบอื่นของอากาศ ปัญหาความชื้นในห้องน้ำเป็นอีก1อย่างที่หลายๆท่านกำลังพบเจอกับปัญหานี้ เรามีทริคการลดความชื้นแก้ปัญหาเชื้อราในห้องน้ำมาฝากค่ะ

1.ให้เปิดพัดลมระบายอากาศก่อนที่จะเริ่มอาบน้ำ และเมื่ออาบเสร็จ ก็ปล่อยให้พัดลมทำงานต่อเนื่องไปอีกประมาณ 20 นาที อาจจะใช้วิธีการติดตั้งไทม์เมอร์ให้ปิดเองก็ได้ วิธีนี้แม้จะทำให้พัดลมทำงานหนัก แต่ก็พอจะช่วยได้ หากเราเปิดพัดลมให้นานพอที่จะระบายอากาศหลังการอาบน้ำออกได้จนหมด

2.พัดลมระบายอากาศที่ติดตั้งนั้น ควรมีระบายอากาศออกไปนอกผนัง หรือหลังคา จึงจะสามารถระบายความชื้นได้ แต่พัดลมส่วนใหญ่ ทำได้แค่เพียงระบายกลิ่น ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อลดความชื้นในห้องแต่อย่างใด

3.ตรวจเช็คพัดลมระบายอากาศ ดูว่าอากาศสามารถผ่านได้จริง ๆ

4.ต้องทำให้มีอากาศบริสุทธิ์เข้ามาถ่ายเทในห้องน้ำ เราควรเว้นช่องระหว่างประตูห้องน้ำกับพื้นเอาไว้บ้าง เพื่อให้อากาศระบายได้ หรือไม่เช่นนั้น อาจจะใช้วิธีแง้มประตูห้องน้ำในระหว่างที่เปิดพัดลมระบายอากาศ

5.ต้องแน่ใจว่าพัดลมดูดอากาศนั้นมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะรองรับขนาดของห้องน้ำ ต้องคำนวณขนาดที่เหมาะสม โดยดูความกว้าง ความยาว ของห้องน้ำ เทียบกับประสิทธิภาพในการทำงานเป็นคิวบิค ฟีท ต่อนาที หรือ CFM ของพัดลม

6.สุดท้ายก่อนที่จะซื้อพัดลมระบายอากาศ ต้องมั่นใจในคุณภาพ ว่าพัดลมมีประสิทธิภาพเพียงพอที่ช่วยถ่ายเทอากาศ และสามารถรองรับการทำงานเป็นเวลานานได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : sanook

10 วิธีกำจัดฝุ่นในบ้านซุกซอกทุกมุม

ฝุ่น เป็นอนุภาคในอากาศที่มีแหล่งที่มาจากหลาย ๆ ที่ เช่น ฝุ่นจากดินที่ถูกลมพัดขึ้นมา ฝุ่นจากการระเบิดของภูเขาไฟ หรือจากมลภาวะต่างๆ ฝุ่นในที่พักอาศัย สำนักงาน หรือแม้แต่ ละอองเกสรของพืช เส้นผมหรือขนของคนและสัตว์ สิ่งทอ เส้นใย เศษผิวหนังของมนุษย์ สิ่งหลงเหลือจากอุกกาบาต และจากอีกหลายอย่าง หลายวัตถุ ในสภาพแวดล้อมทั่วไป

1. สูตรน้ำยาปรับผ้านุ่ม ป้องกันฝุ่นฟุ้งกระจาย น้ำยาปรับผ้านุ่มนั้นก็ทำให้บ้านปราศจากฝุ่นได้เหมือนกัน ด้วยการผสมน้ำยาปรับผ้านุ่ม 1 ส่วนต่อน้ำเปล่า 4 ส่วน เทใส่ขวดสเปรย์ แล้วฉีดลงบนบริเวณที่มีฝุ่นเกาะ จากนั้นใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดออกให้สะอาด บ้านก็จะไร้ฝุ่นแถมมีกลิ่นหอมตามมาด้วย

2. ทิชชูเปียกเช็ดฝุ่นได้ นอกจากนี้ทิชชูเปียกยังช่วยกำจัดฝุ่นละอองและคราบสกปรกได้ดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ตลอดจนเสื้อผ้า เพราะความเปียกชื้นของทิชชูเปียกจะช่วยดักจับฝุ่นและสิ่งสกปรกออกมา แถมยังช่วยไม่ให้ฝุ่นฟุ้งกระจายระหว่างการทำความสะอาดอีกด้วย

3. ที่คีบอาหาร หนีบฝุ่นบนมู่ลี่หายเกลี้ยง พื้นที่ไหนยิ่งทำความสะอาดยาก ฝุ่นก็จะยิ่งมากเป็นพิเศษโดยเฉพาะม่านมู่ลี่นี่แหละค่ะ แต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะ DIY ที่คีบหนีบฝุ่นมาใช้ก็ช่วยได้ โดยการนำผ้าไมโครไฟเบอร์มาพันไว้รอบหัวที่คีบอาหารทั้ง 2 ด้าน ใช้หนังยางรัดให้แน่น จากนั้นนำไปคีบแล้วรูดที่ม่านมู่ลี่ทีละชั้น ฝุ่นก็หายเกลี้ยงไม่เหลือให้เห็นแล้ว

4. พู่กันปัดฝุ่นในที่เล็ก จัดว่าเป็นอุปกรณ์ทำความสะอาดอันจิ๋วที่สามารถซอกซอนเข้าไปปัดฝุ่นได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นด้านในของกล่องที่แบ่งออกเป็นช่อง ตามซอกบานพับประตู-หน้าต่าง หรือแม้กระทั่งรอยแตกของสิ่งของในบ้าน ต่อให้ฝุ่นลงไปฝังตัวอยู่ในซอกไหน เราก็สามารถกำจัดได้หมดเลย

5. ไม้ถุงน่องเช็ดฝุ่นในตู้เก็บของ เริ่มจากนำถุงน่องมาม้วนให้เป็นลูกบอลทรงกลม จากนั้นใช้หนังยางรัดให้ติดกับท่อนไม้ยาว ๆ จะเป็นไม้บรรทัดหรือไม้แขวนเสื้อก็ได้ แล้วนำไปเช็ดฝุ่นในตู้เก็บของ เนื้อผ้าไนลอนจะดักจับฝุ่นไม่ให้เหลืออีกเลย

6. ปลอกหมอนห่อฝุ่นพัดลมเพดาน การปีนบันไดเพื่อใช้ผ้าเช็ดใบพัดของพัดลมเพดานเป็นเรื่องยากทีเดียว แต่จะกลายเป็นเรื่องง่ายทันที แค่นำปลอกหมอนใบเก่าชุบน้ำบิดหมาด ๆ มาครอบใบพัดเอาไว้ จากนั้นค่อย ๆ รูดฝุ่นที่เกาะอยู่บนใบพัดออก พัดลมเพดานก็จะกลับมาสะอาดอย่างรวดเร็ว

7. ไข่ขาวคืนความเงางามบนใบไม้ อย่าปล่อยให้ไม้ประดับในบ้านโดนฝุ่นเกาะจนขาวโพลน มิเช่นนั้นบ้านของคุณจะไม่ต่างอะไรกับบ้านร้างเลยนะจะบอกให้ แต่ทั้งนี้สามารถทำความสะอาดได้โดยการนำไข่ขาวมาผสมกับน้ำอุ่น จากนั้นใช้สำลีชุบแล้วเช็ดบนใบไม้เบา ๆ ต้นไม้ก็จะกลับมาดูมีชีวิตชีวาน่ามองอีกครั้ง

8. ไม้จิ้มฟันเช็ดยันซอกเล็ก ๆ ถ้าเกิดว่าเจอฝุ่นอยู่ในซอกที่เล็กเกินกว่าพู่กันและขวดบีบจะช่วยได้ ให้นำไม้จิ้มฟันสอดเข้าไปทำความสะอาดแทน หรือต้องการความสะอาดที่มากกว่านั้น แนะนำให้จุ่มปลายไม้จิ้มฟันลงในแอลกอฮอล์ก่อนนำไปเขี่ยฝุ่นตามซอก รับรองว่าไม่มีฝุ่นให้กวนใจ แถมยังปลอดภัยไร้เชื้อโรคอีกต่างหาก

9. เก็บรองเท้าไว้นอกบ้าน ช่วยลดปริมาณฝุ่น ทางที่ดีหาตู้เก็บรองเท้าเหมาะๆ สักใบมาตั้งไว้ที่หน้าประตูบ้าน ไว้เก็บรองเท้าและกักฝุ่นให้อยู่นอกบ้านดีกว่า

10. วางพรมเพื่อดักจับฝุ่นตั้งแต่หน้าประตู นำพรมเช็ดเท้าวางไว้หน้าประตู เพื่อใช้ดักฝุ่นที่อาจปลิวเข้าบ้านมาตามร่องใต้ประตูและฝุ่นที่ติดมากับเท้าของเราก่อนเข้าบ้าน อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดฝุ่นในบ้านได้ดีทีเดียว

ขอบคุณข้อมูลจาก : kapook

การดูแลรักษาและขจัดรอยเปื้อนบนพื้นหินอ่อน

ในการทำความสะอาดประจำวันของ พื้นหินอ่อน นั้น ให้ใช้น้ำยาทำความสะอาดพื้นทั่วไปผสมน้ำแบบเจือจางแล้วทำการเช็ดถูพื้นหินอ่อนตามปกติ ทั้งนี้ ก็เพื่อขจัดรอยเปื้อนประจำวันที่อาจกลายเป็นรอยเปื้อนสะสมได้ในระยะยาว

แต่หาก พื้นหินอ่อน เป็น รอยเปื้อน และเกิดคราบไม่พึงประสงค์ไปแล้วนั้น  ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือให้ช่างที่มีความชำนาญในการทำความสะอาดพื้นหินอ่อนมาช่วยทำความสะอาดลบรอยให้จะปลอดภัยและเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด  แม้ว่าเราอาจลองจะทำความสะอาดได้เองบ้างในบางกรณี

เช่น ใช้แปรงสีฟันจุ่มน้ำสบู่ขัดตามบริเวณที่มีรอยเปื้อน แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง หากเปื้อนไวน์ ชา หรือ กาแฟ ให้ใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 1 ส่วน ผสมน้ำ 4 ส่วน แล้วเช็ดออกทันที และควรเช็ดซ้ำจนกว่ารอยเปื้อนจะจางหายไป หรือหากเป็นเพียงคราบมัน  ก็ให้ใช้น้ำมันไฟแช็คมาเช็ดแล้วรีบเช็ดอีกครั้งด้วยน้ำสะอาดทันที  แต่วิธีนี้ก็เสี่ยงกับการได้ลายแปลก ๆ มาแทนแบบถาวรก็ได้ เช่นเดียวกับอีกกรณีหนึ่ง หากหินอ่อนมีรอยที่เปื้อนคราบเขม่าควัน ก็ให้หาซื้อผงพูมิส (Pumice) มาผสมน้ำแล้วขัดหินอ่อนเบา ๆ  หากคราบเขม่ายังไม่ออกอีก ก็ให้ใช้น้ำมะนาวเช็ด แต่ก็ต้องรีบล้างออกเช่นกัน เพราะน้ำมะนาวนั้น  ก็จะเป็นตัวที่กัดเนื้อหินได้

ข้อห้ามสำคัญสำหรับการทำความสะอาดพื้นหินอ่อนก็คือ ห้ามใช้น้ำยาฟอกสี และผงซักฟอกในการขัดล้างทำความสะอาดค่ะ เพราะการขัดด้วยน้ำยาฟอกสี และผงซักฟอก จะไปฟอกหินอ่อนเป็นรอยด่างได้ อีกทั้งหากใช้วัสดุเนื้อหยาบหรือมีคมในการทำความสะอาด ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการทำให้พื้นเป็นรอยให้กับหินอ่อน  ซึ่งมีพื้นผิวของหิน ที่อ่อนสมชื่ออีกด้วย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : baansanruk.blogspot.com

การทำความสะอาดมุ้งลวด

มุ้งลวด เป็นอุปกรณ์สำคัญอย่างหนึ่งในบ้าน รวมทั้งที่พักอาศัยประเภทอื่นๆ อย่างเช่น หอพัก คอนโดมิเนียม ด้วย เพราะช่วยป้องกันยุง แมลงวัน หรือแมลงต่างๆ ไม่ให้เข้ามารบกวน สร้างความรำคาญ หรือทำอันตรายคนในบ้าน

โดยเฉพาะยุง ที่เป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก กับแมลงวันที่เป็นพาหะของอหิวาตกโรค ซึ่งทั้ง 2 โรคนี้ มีความร้ายแรงอยู่มากพอสมควรเลย
แต่การทำความสะอาดมุ้งลวด ถือว่าเป็นงานที่มักจะถูกมองข้าม ไม่ค่อยได้นึกถึงกันเท่าไหร่นัก โดยเราจะไปให้ความสนใจ กับการทำความสะอาดพื้น ปัด กวาด เช็ด ถู ส่วนอื่นๆ ของบ้านกันมากกว่า

เพราะอาจจะคิดว่า มุ้งลวดที่เป็นตะแกรง เพียงใช้ไม่ปัดขนไก่เคาะๆ ให้ฝุ่นออก ก็คงเพียงพอแล้ว อีกทั้งการจะทำความสะอาดมุ้งลวด ค่อนข้างยุ่งยาก และเสียเวลามากกว่างานอย่างอื่นอยู่สักหน่อย

แต่อย่างไรก็ตาม การทำความสะอาดมุ้งลวดนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เพราะคราบของบรรดาฝุ่นละอองที่ลอยมาตามอากาศ มักจะมาจับรวมกันที่มุ้งลวด ย่อมส่งผลต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัยอย่างแน่นอน ไม่มากก็น้อย

เพราะเมื่อลมพัดเข้ามา ย่อมพาเอาฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ลอยตามมาด้วย เมื่อหายใจเข้าไปบ่อยๆ นานๆ เข้า ย่อมมีโอกาสเจ็บป่วย เพราะการสูดเอาฝุ่นละอองเข้าไปในร่างกาย

ขั้นตอนการทําความสะอาดบ้าน

การทำความสะอาดบ้าน เป็นกิจวัตรประจำวัน ที่ผู้อาศัยอยู่ในบ้านทุกคน ควรจะต้องปฏิบัติทุกวัน เพื่อไม่ให้เกิดการหมักหมม และสะสมความสกปรก รกรุงรัง ซึ่งเป็นสาเหตุของ มด หนู แมลงสาบ มาร่วมอาศัยอยู่กับเรา ภายใต้หลังคาบ้านเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องถามความสมัครใจ จากเจ้าของบ้าน  เคล็ดลับน่ารู้ และข้อแนะนำ เกี่ยวกับขั้นตอนการทำความสะอาดบ้าน

1. เก็บของให้เป็นที่

หลายๆ คนไม่เคยฝึกตัวเองให้เป็นคนมีระเบียบ หยิบฉวยอะไรได้ เมื่อใช้เสร็จเรียบร้อย ก็วางทิ้งเกะกะ ไม่เป็นที่เป็นทาง เวลาจะใช้อีก ก็ค้นหากันจนเหนื่อย และมักจะไม่เจอ ต้องซื้อใหม่กันอยู่ตลอดเวลา นอกจากเป็นการสิ้นเปลืองแล้ว ยังทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่ร่วมกัน เกิดความหงุดหงิด รำคาญใจอีกด้วย

ดังนั้น จึงควรฝึกระเบียบตัวเองเสียใหม่ หยิบอะไรมาจากตรงไหน ใช้เสร็จก็นำกลับไปวางไว้ที่เดิม แค่ฝึกทำไม่กี่ครั้ง เราก็จะเริ่มชิน และสุดท้าย ก็จะกลายเป็นนิสัยถาวร ที่ต้องเก็บของเข้าที่ให้เรียบร้อยไปในที่สุด โดยไม่รู้สึกว่าลำบากยุ่งยากอีกเลย ทีนี้ เราก็จะไม่ต้องเสียเวลาค้นหา หรือซื้อใหม่ ทำให้บ้านช่องมีความเป็นระเบียบ เรียบร้อยมากขึ้นเป็นกอง

2. เรื่องการถอดรองเท้า

ไม่จำเป็นต้องเป็นคุณพ่อบ้าน คุณแม่บ้าน หรือคุณลูกๆ สมัยนี้ ก็ติดนิสัยถอดรองเท้ากองสุมกันไว้ ไม่เป็นระเบียบ เช้าขึ้นมาก็ค่อยมาหารองเท้า และไม่ค่อยสนใจทำความสะอาดกันเลย เรียกได้ว่า ใส่จนขาดคาเท้า ยังไม่เคยทำความสะอาดกันเลยก็มี

วิธีการแก้ไข คือ ควรจะหาตู้ใส่รองเท้า ให้เหมาะสมกับจำนวนสมาชิกในบ้าน พร้อมกับหาอุปกรณ์ทำความสะอาดรองเท้า มาเตรียมไว้ในตู้ให้พร้อม เมื่อกลับถึงบ้าน ก็เก็บรองเท้าเข้าตู้ให้เรียบร้อย เพียงเท่านี้ปัญหารองเท้าหาย ไม่ครบคู่ก็จะหมดไปค่ะ

3. การทำความสะอาดห้องนอน

ควรเปลี่ยนผ้าปูที่นอนทุก 3 วัน หรืออย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ในวันหยุดควรเปิดผ้าม่าน เพื่อรับแสงสว่าง และเปิดหน้าต่างเพื่อเป็นการถ่ายเทอากาศ ให้ห้องนอนได้มีกลิ่นหอม สะอาดอยู่เสมอ

4. การทำความสะอาดห้องน้ำ

ควรทำความสะอาดห้องน้ำอย่างน้อย วันเว้นวัน แต่ในทุกครั้งที่เสร็จสิ้นภารกิจการใช้ห้องน้ำ ควรรีดน้ำจากพื้นให้พื้นแห้ง เป็นการป้องกันการเป็นตะไคร่ และลื่นล้มได้

5. การทำความสะอาดห้องครัว

เพราะห้องครัวเป็นแหล่งรวมสารพัดกลิ่น หากไม่ทำความสะอาดให้ดี อาจจะกลายเป็นแหล่งรวมสารพัดสัตว์ได้อีกด้วย ดังนั้น ทุกครั้งที่ใช้ห้องครัวเสร็จ ควรฉีดสเปรย์ปรับอากาศ หรือจะผสมน้ำส้มสายชู กับโซดาไฟ และน้ำมะนาวครึ่งซีก แล้วฉีดไปรอบๆ บริเวณห้องครัว เพื่อดับกลิ่นคาว จะช่วยให้ห้องครัวมีกลิ่นสะอาดขึ้น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : thaicleaningtips.com

 

แนวทางแก้ไขปัญหาพื้นดาดฟ้าเป็นแอ่ง น้ำขังและรั่วซึม

ปัญหาอีกประการหนึ่งสำหรับผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านที่มีลักษณะของการออกแบบส่วนบนของตัวบ้านเป็นพื้นดาดฟ้า แทนหลังคาบ้านนั้น ก็คือการที่พื้นดาดฟ้า เกิดอาการ แตกร้าว น้ำรั่วซึม หรือมีลักษณะ เป็นแอ่ง จนทำให้เกิดอาการน้ำขังอยู่ด้านบน

วิธีการแก้ไขนั้นมีสองวิธีด้วยกัน

วิธีแรกก็คือการทำหลังคาคลุมดาดฟ้าเพื่อป้องกันน้ำฝนตกลงมาขังบนพื้นดาดฟ้าเสียเลย

ส่วนอีกวิธีหนึ่งก็คือ การปรับระดับพื้นดาดฟ้าให้หายเป็นแอ่งกระทะ โดยวิธีหลังนี้ ก่อนอื่นก็ให้ขัดล้างทำความสะอาดดาดฟ้าเสียก่อนค่ะ จากนั้นจึงใช้ปูนผสมน้ำยากันซึมเทไล่ระดับไปบนพื้นเดิมให้บางที่สุด (ไม่ควรเกิน 1 เซนติเมตร เพราะจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้ดาดฟ้ามากเกินไป) โดนเน้นการแก้ไขตรงส่วนที่เป็นแอ่งกระทะที่ทำให้เกิดอาการน้ำขัง ที่สำคัญก็คืออย่าลืมเทปูนให้มีความลาดเอียงไปยังจุดที่เป็นท่อทิ้งน้ำ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : baansanruk.blogspot.com

ความเชื่อผิดๆ ในการทำความสะอาดบ้าน

การทำความสะอาดบ้านนั้นในปัจจุบันมีวิธีและเคล็ดลับที่หลากหลายมากขึ้นทั้งนี้ก็เพื่อให้บ้านของเราสะอาดไร้สิ่งสกปรกที่สำคัญ ยังทำให้เราสามารถอยู่กับบ้านใหม่ไปได้นานๆ แต่ก็ยังมีอีกหลายวิธีในการทำความสะอาดที่เชื่อกันมาแบบผิดๆอยู่

เครื่องใช้ไฟฟ้า จอทีวีนั้น มักจะมีคราบสกปรกและฝุ่นเกาะติดอยู่จำนวนมาก และคนส่วนใหญ่ก็มักจะใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีขายอยู่ทั่วไปเช็ด โดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าวิธีนี้เสี่ยงจะทำให้หน้าจอเสียหายได้ ฉะนั้นทางที่ดีแนะนำให้ทำความสะอาดเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์จะดีกว่า เพียงแค่ขัดเบา ๆ ฝุ่นและความสกปรกก็จะหมดไปแล้วค่ะ

จาน, แก้ว และของใช้ในครัว การหยิบที่ล้างจานมาขัดถูทันที โดยไม่ได้ล้างคราบสกปรกออกด้วยน้ำเปล่าก่อน อาจทำให้คราบสกปรกที่แห้งกรังติดอยู่ หลุดออกได้ยาก อีกทั้งคราบมันและเศษอาหารก็อาจจะย้ายไปติดอยู่บนสก็อตไบร์ทจนมันเยิ้มไปกันหมด ทางที่ดีก่อนล้างจานทุกครั้ง ควรนำจานชามลงแช่น้ำก่อนสัก 5 นาทีเป็นอย่างน้อย และถ้าหากเป็นคราบแห้งกรังให้เปลี่ยนจากแช่น้ำธรรมดาเป็นน้ำอุ่น จากนั้นล้างคราบออกด้วยน้ำเปล่า จนเหลือคราบมันน้อยลง แล้วจึงค่อยหยิบสก็อตไบร์ทใส่น้ำยาล้างจาน แล้วลงมือขัดถูกันตามสบาย วิธีนี้จะช่วยให้คราบมันและสิ่งสกปรกมีความมันน้อยลงอีกเยอะเลยค่ะ

พรมและโซฟา เมื่อเกิดคราบเปื้อนกับพรมและโซฟาผ้า ทุกคนก็คงรีบจัดการกำจัดคราบเปื้อนกันอยู่แล้ว เพราะพรมและโซฟาผ้าขึ้นชื่อว่าเป็นวัสดุที่ทำความสะอาดไม่ง่ายเท่าไรนัก แต่วิธีการทำความสะอาดที่หลายคนมักจะทำกันก็คือ ใช้ผ้าหรือกระดาษซับคราบเปื้อนออก จากนั้นก็ฉีดพรมน้ำยาทำความสะอาดชนิดต่าง ๆ ลงไปโดยตรงเพื่อเช็ดออก แต่รู้ไหมว่าเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากความชื้นและคราบน้ำจะฝังตัวอยู่ในพรมและโซฟาผ้า พอนานวันเข้าก็จะเกิดเชื้อราและเชื้อโรคตามมา ดังนั้นเราจึงต้องทำความสะอาดให้ถูกต้อง ด้วยการใช้กระดาษหรือผ้าสะอาดซับคราบเปื้อนออก จากนั้นก็ฉีดพรมน้ำยาทำความสะอาดลงบนผ้าผืนใหม่ แล้วนำไปซับบริเวณคราบเปื้อนจนกว่าคราบสกปรกจะหายไป เสร็จแล้วก็นำผ้าสะอาดไปชุบน้ำเย็น บิดให้หมาดที่สุดเท่าที่จะหมาดได้ แล้วก็นำไปซับเช็ดคราบน้ำยาอีกครั้งจนสะอาด รวมถึงหมั่นนำไปตากแดดด้วยค่ะ

ม่านห้องน้ำ ม่านห้องน้ำที่สกปรก มักจะถูกถอดทิ้งอย่างไม่เหลือเยื่อใย ซึ่งจริง ๆ แล้วม่านห้องน้ำเหล่านี้สามารถใช้ต่อไปได้จนกว่าจะเปื่อยยุ่ยหมดสภาพจริง ๆ เพราะเพียงแค่ถอดแล้วนำไปซักในเครื่องซักผ้า โดยใส่ผ้าขนหนูเข้าไปซักร่วมด้วย และก็ซักตามปกติในระบบน้ำร้อน เพียงเท่านี้เชื้อราและคราบดำ ๆ ที่เคยมีก็จะหายไปแล้วค่ะ โดยไม่ต้องทิ้งไปอย่างไร้ค่า และไม่ต้องเสียเงินซื้อใหม่ให้เปลือง

กระจก  เราไม่ควรเช็ดทำความสะอาดกระจกในวันที่แดดจ้า เพราะน้ำยาที่ฉีดลงบนกระจกจะแห้งเร็วกว่าปกติ และมีโอกาสทิ้งคราบและรอยขีดข่วนบนพื้นผิวกระจกได้ อีกทั้งไม่ควรใช้กระดาษหนังสือพิมพ์เช็ดทำความสะอาดกระจกด้วย เนื่องจากกระดาษหนังสือพิมพ์อาจจะทิ้งคราบสกปรก รวมทั้งขุยไว้ แต่ควรจะทำความสะอาดกระจกในวันที่แดดค่อนข้างร่ม ด้วยการใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดฝุ่นละอองที่เกาะอยู่บนกระจกก่อน จากนั้นก็ฉีดน้ำยาเช็ดกระจก และตามด้วยใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดทำความสะอาดกระจกให้เงาวับอีกครั้ง

เสื้อผ้า หลายครั้งที่ซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้าแล้วรู้สึกว่าผ้าไม่ค่อยสะอาด หนำซ้ำบางทียังเกิดคราบขาว ๆ เปื้อนบนผ้าอีกต่างหาก ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็เกิดจากการที่เราใส่เสื้อผ้าเยอะเกินไป หรือไม่ก็ใส่น้ำยาซักผ้าและน้ำยาปรับผ้านุ่มไม่เหมาะสมกับจำนวนผ้า รวมทั้งการเทน้ำยาซักผ้าลงไปบนผ้าโดยตรงด้วย ดังนั้นต่อจากนี้ไป ก็ควรกะปริมาณผ้าให้เหมาะสมกับถังซัก และใส่ปริมาณน้ำยาซักผ้ากับน้ำยาปรับผ้านุ่มตามปริมาณที่ระบุไว้บนฉลากผลิตภัณฑ์ ถ้าผ้าเยอะก็ควรเพิ่มน้ำยาลงไปนิดหน่อย อ้อ ! อย่าลืมใส่น้ำยาซักผ้าลงในช่องที่เขากำหนดให้ด้วยนะคะ

แหล่งข้อมูล : 3mbuildingfilm