7 วิธีกำจัด เส้นผมหลุดร่วง ให้บ้านสะอาดในครั้งเดียว

1. ลูกบอลกาว
ก่อนอื่นให้หาลูกบอลหรือลูกบาสมา 1 ลูก แล้วใช้เทปกาวติดบนลูกบอลแบบกลับด้าน โดยเอาด้านที่มีกาวออกข้างนอก จากนั้นก็นำลูกบอลกาวไปกลิ้งให้ทั่วพื้นหรือพรม

2. แปรงยางกวาดพรม
ถ้าพรมที่บ้านมีเศษผมตกค้างอยู่เยอะ แนะนำให้ใช้แปรงยางกวาดไปบนพรมให้ทั่ว โดยค่อย ๆ ลากแปรงลงบนพรมทีละแถว เส้นผมก็จะถูกดูดออกมากองไว้ที่เดียวกัน แล้วค่อนทำความสะอาดทีเดียว

3. ลูกกลิ้งกำจัดฝุ่น
บรรดาเส้นผมที่ติดอยู่ตามโซฟา โคมไฟ ผนังบ้าน พื้นบ้าน หรือแม้กระทั่งบนเสื้อผ้า ให้นำลูกกลิ้งกำจัดฝุ่นถูตามสิ่งของต่าง ๆ ที่มีเศษเส้นผมอยู่ เส้นผมก็จะติดลูกกลิ้งขึ้นมาเอง โดยไม่ต้องใช้มือหยิบทีละเส้นให้เสียเวลา

4. ถุงน่องคลุมไม้กวาด
การใช้ไม้กวาดธรรมดาอาจทำให้มีเศษเส้นผมหลงเหลืออยู่ สามารถแก้ไขได้โดยการนำถุงน่องที่ไม่ได้ใช้แล้วมาครอบหัวไม้กวาดเอาไว้ แล้วนำไปกวาดพื้นก็จะเกิดไฟฟ้าสถิตช่วยดูดเส้นผมให้ติดขึ้นมาได้ ไม่ฟุ้งกระจาย จากนั้นก็นำไปทิ้งลงถังขยะให้เรียบร้อย

5. ไม้ถูพื้นชุบน้ำบิดหมาด ๆ
นำไม้ถูพื้นชุบน้ำแล้วบิดหมาด ๆ จากนั้นนำไปถูพื้นที่มีเศษเส้นผมตกหล่นอยู่ ก็จะทำให้เส้นผมเกาะอยู่กับที่ ไม่ฟุ้งกระจาย สามารถหยิบไปทิ้งถังขยะเป็นกระจุกได้อย่างง่ายดาย

6. เครื่องดูดฝุ่น
หลังจากใช้เครื่องดูดฝุ่นเสร็จแล้ว ควรนำกรรไกรมาตัดเศษเส้นผมที่พันหัวเครื่องดูดฝุ่นทิ้งไปด้วยนะคะ เพื่อห้องกันไม่ให้กระจุกเส้นผมเหล่านั้นเข้าไปติดค้างหรือสร้างปัญหาให้เครื่องดูดฝุ่นภายหลัง

7. ถุงมือยาง
สวมถุงมือยางแล้วลูบมือไปรอบ ๆ บริเวณที่มีเส้นผม แล้วถุงมือยางดูดเส้นผมให้ติดขึ้นมา ไม่ต้องเสียเวลาหยิบทิ้งทีละเส้น ยิ่งถ้าเป็นเส้นผมที่อยู่บนโซฟา ที่นอน หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากผ้าด้วยแล้วจะยิ่งทำความสะอาดง่าย

ขอบคุณข้อมูลจากและภาพจาก : kapook

3ขั้นตอนเด็ด กำจัดเชื้อราในบ้าน

ในบางครั้งเมื่อเกิดความอับชื้นภายในบ้าน สิ่งที่ตามมาก็คือเชื้อราบุกตามโต๊ะ ตู้เสื้อผ้า เตียง หรือแม้แต่ในห้องน้ำ ซึ่งมันคงเป็นภาพที่ไม่น่าดูสักเท่าไร วันนี้เราจึงมี 3 ขั้นตอนง่ายๆในการกำจัดเชื้อราที่มากวนใจ มาฝากกันค่ะ
.
1. ใช้กระดาษทิชชูแผ่นหนาและใหญ่ หรือกระดาษหนังสือพิมพ์พรมน้ำให้เปียกเล็กน้อย เช็ดพื้นผิวไปในทางเดียว แล้วนำไปทิ้งขยะ มัดปากถุงให้เรียบร้อย
.
2. ผสมน้ำกับสบู่หรือน้ำยาล้างจาง ใช้กระดาษทิชชูแผ่นหน่นหนาและใหญ่ หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ชุบน้ำเช็ดซ้ำอีกครั้ง
.
3. ผสมน้ำยาฆ่าเชื้อรา เช่น น้ำส้มสายชู 5-7% หรือแอลกอฮอล์ความเข้มข้น 60-90% ใช้กระดาษชุบเช็ดอีกครั้ง และบริเวรณห้องน้ำ ฝาผนังที่ชื้น ให้ฆ่าเชื้อโรคด้วยน้ำผสมคลอรีน 3/4 ถ้วย ต่อน้ำ 1 แกลลอน
.

.
ขอบคุณขอมูลจาก : reviewyourliving

กำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ เรียกอากาศบริสุทธิ์กลับคืนมาสู่บ้านเรา

กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ภายในบ้าน คือตัวการทำให้วันพักผ่อนแสนสบายกลายสภาพเป็นความอึดอัดขึ้นมาในบัดดล ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอับจากเสื้อผ้า เครื่องนอน กลิ่นที่โชยมาจากท่อน้ำทิ้งต่างๆ ก็ล้วนเป็นต้นเหตุที่ทำให้บ้านหมดเสน่ห์ได้อย่างง่ายๆ แม้จะตกแต่งบ้านมาอย่างดี แต่อาจต้องมาตายรังกับสภาพของอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ ดังนั้นลองมาหาจุดอันเป็นต้นเหตุของกลิ่นเหม็น แล้วกำจัดมันให้ถูกวิธี เพื่อให้บ้านกลับมาเป็นสถานที่ของความผ่อนคลายกันอีกครั้งจะดีกว่าค่ะ

มองหาต้นตอของกลิ่นกันก่อน
ต้องหาแหล่งที่มาก่อนว่ากลิ่นนั้นๆ มาจากภายในบ้านของตัวเองโดยตรงหรือมันโชยมาจากนอกบ้าน สังเกตง่ายๆ ว่าหากเราปิดประตูหน้าต่างแล้ว กลิ่นที่เกิดขึ้นยังไม่หายไป แสดงว่ามันเป็นกลิ่นที่เกิดขึ้นภายในบ้าน และต้องหาตำแหน่งของการเกิดให้ได้ก่อนลงมือกำจัด สิ่งสำคัญ หากอยากแก้ไขปัญหาแบบระยะยาว ให้หลีกเลี่ยงการใช้สเปรย์ดับกลิ่น และหาสาเหตุแล้วไปกำจัดมันที่ต้นตอจะดีกว่า

ลองสังเกตจากต้นตอที่ควรจะเป็น
หากการหาต้นตอของกลิ่นที่เกิดขึ้นทำได้ยาก ลองเล็งไปที่จุดที่คิดว่ามันน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด ไม่ว่าจะเป็นจากถังขยะภายในและภายนอกบ้าน ท่อน้ำทิ้ง โถส้วม รองเท้า ตะกร้าใส่ผ้าใส่แล้ว ตู้เสื้อผ้า หรือตู้เก็บของที่มักจะมีกลิ่นอับชื้นเกิดขึ้นได้ง่าย รวมไปถึงตู้เย็นที่มักถูกยัดอยู่ด้วยของสดและอาหารที่มีกลิ่นอบอวล ก็ลวนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ได้ทั้งสิ้น หากยังไม่พบต้นตอที่แท้จริง ให้ลองลงมือทำความสะอาดจุดต่างๆ ดังที่กล่าวไปข้างต้นก่อน จากนั้นจึงตามมาด้วยการเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทเข้ามาได้สะดวก ปล่อยให้แสงแดดส่องเข้ามาภายในบ้านเพื่อฆ่าเชื้อโรคบ้างเป็นครั้งคราว นำผ้าปูที่นอน หมอน และผ้าคลุมเตียงไปซักทำความสะอาดและตากแดดเพื่อกำจัดกลิ่นอับ

เชื่อว่าถ้าทำตามแล้วล่ะก็กลิ่นเหม็นที่เกิดขึ้นจะจางลงและทำให้บ้านดูสดชื่น มีอากาศบริสุทธิ์ถ่ายเทเข้ามาให้เราได้สูดกันอย่างเต็มปอดอีกครั้ง แถมยังช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้านกลับมาน่าอยู่ได้ดังเดิมอีกด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : sanook

 

การทำความสะอาดหม้อหุงข้าว

หม้อหุงข้าวที่ว่าปลอดภัยเรื่องไฟฟ้า ยังไม่น่ากังวลเท่าเรื่องความสะอาด
ถ้าลองหมุนหม้อดูให้ดีคุณจะเห็นช่องรองน้ำหยด
และเจ้านี่แหละที่เพาะเชื้อรานำพาแบคทีเรียมาได้ดีเลยทีเดียว แม้กระทั่งฝารองหม้อชั้นในอีก
ภายใน 1 สัปดาห์ เราต้องถอดช่องกรองน้ำกับฝารองออกมาล้าง
และใช้ผ้าหมาดๆ เช็ดตามรูน้ำ ขอบฝาหม้อทั้งด้านนอกและในให้สะอาด
ปราศจากการทานเชื้อโรคเป็นอาหารอีกด้วย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : kapook

การทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์

เฟอร์นิเจอร์ทุกชนิดต้องได้รับการทำความสะอาดตามสมควรและอย่างถูกวิธีจึงจะสามารถยืดอายุการใช้งานของเครื่องใช้ได้ โดยสามารถแบ่งตามวัสดุที่ใช้ผลิตได้ดังนี้
.
#ผ้าบุนวม วัสดุบุจำพวกผ้าเหมาะกับสภาพอากาศร้อนแต่ก็มีปัญหาเรื่องความชื้นและสกปรกค่อนข้างง่ายและหากสกปรกแล้วก็ยากที่จะทำความสะอาดให้เหมือนเดิม แต่ผู้ผลิตบางรายได้พ่นเคลือบน้ำยาที่ลดการเกาะตัวของฝุ่นและลดการดูดซึมของน้ำซึ่งช่วยให้ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น
โดยที่การทำความสะอาดทั่วไปสำหรับเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้สามารถทำได้โดยการดูดฝุ่นหรืออาจใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด หรืออาจใช้เครื่องพ่นไอน้ำทำความสะอาดได้ด้วยเพราะจะฆ่าเชื้อโรคและไรฝุ่น และยังช่วยให้เนื้อผ้าคืนตัว การใช้น้ำยาซักแห้งหรือแอมโมเนียเจือจางก็ได้แต่ควรระมัดระวังในการใช้และควรทดสอบในบริเวณเล็กๆก่อน และซับอย่างเบามือและห้ามขัดถูอย่างเด็ดขาด
แต่ทางที่ดีควรเลือกชนิดถอดซักได้เพราหากต้องการบุผ้าใหม่จะเสียค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ไม้ ควรใช้แปรงปัดฝุ่นไฟฟ้าสถิตย์ปัดฝุ่นแล้วลงน้ำมันรักษาเนื้อไม้บ้างเป็นครั้งคราว แต่หากเป็มไม้ขัดมันต้องระวังไม่ให้โดนน้ำเด็ดขาดทำได้แค่เพียงใช้ผ้าหมาดเช็ดถูและลงน้ำมันได้บ้างแต่ไม่ควรลงบ่อยจนเกินไปเนื่องจากจะทำให้ฝุ่นเกาะได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ควรระวังเรื่องของของร้อนและเย็นเช่น แก้วน้ำ
.
เนื่องจากอาจสร้างความเสียหายหรือรอยด่างให้กับเนื้อไม้ได้ ไวนิล ใช้น้ำยาอเนกประสงค์เช็ดทำความสะอาดโดยที่หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์หรือน้ำมันก๊าด และห้ามใช้แผ่นขัดถูเนื้อหยาบเด็ดขาด เหล็ก และกระจก ใช้น้ำยาฉีดกระจกในการทำความสะอาดในส่วนของกระจกควรหลีกเลี่ยงผ้าที่เป็นขนๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก : baanlaesuan

วิธีทำความสะอาดชักโครก

1. เคลื่อนย้ายของที่วางบนถังพักน้ำชักโครกออก หาตะกร้าพลาสติกมารวบรวมของที่วางบนถังพักน้ำชักโครกออกไป เพื่อให้ทำความสะอาดชักโครกได้ง่าย และยังป้องกันของเหล่านั้นตกหล่นเวลาทำความสะอาดด้วย

2. ฉีดน้ำยาทำความสะอาดให้ทั่วด้านในโถชักโครก โดยฉีดให้ใกล้ ๆ กับขอบโถที่สุด เพื่อให้น้ำยาค่อย ๆ ไหลลงในโถชักโครก และช่วยให้น้ำยาไม่เจือจางเร็วเกินไปด้วย จากนั้นปิดฝาชักโครกไว้ เพื่อไปทำความสะอาดบริเวณอื่นก่อน

3. เริ่มทำความสะอาดรอบ ๆ ตัวชักโครก โดยเริ่มจากขัดตัวถังพักน้ำให้ทั่วทุกซอกมุม จากนั้นทำความสะอาดตัวชักโครกด้านข้าง ด้านหน้า ฝาของชักโครก ก่อนจะทำความสะอาดบริเวณฐานที่ใกล้กับพื้นที่สุด

4. ทำความสะอาดที่รองนั่ง ขัดทำความสะอาดที่รองนั่งโดยให้เน้นบริเวณข้างใต้เป็นพิเศษ เพราะเป็นที่สะสมคราบและเชื้อโรคที่เรามักจะละเลย อีกจุดที่สำคัญคือบริเวณตัวพับยกขึ้น-ลงของที่รองนั่ง ให้ใช้แปรงขัดคราบต่าง ๆ ที่ติดอยู่จนกว่าจะหมดไป

5. กำจัดคราบในโถชักโครก หลังจากทำความสะอาดตัวชักโครกจนทั่วแล้ว ก็ถึงเวลาทำความสะอาดโถชักโครก ด้วยการขัดบริเวณข้างใต้ขอบโถก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นขัดในตัวโถ และปิดท้ายด้วยบริเวณคอห่าน ก่อนจะใช้น้ำเปล่าล้างตัวชักโครกให้ทั่ว แล้วกดน้ำในโถเป็นอันดับสุดท้าย

6. ทำความสะอาดพื้นห้องน้ำ ด้วยการฉีดน้ำไล่น้ำยาทำความสะอาดและคราบสกปรกให้ลงท่อไป จากนั้นใช้ผ้าแห้งเช็ดให้ทั่วหรือปล่อยห้องน้ำให้แห้งเองก็ได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : kapook
ภาพจาก : Baanlaesuan

8 เทคนิคทำความสะอาดอ่าง

1. ขัดอ่างบ่อยๆ : หากเราขัดอ่างด้วยน้ำยาขจัดคราบสกปรกบ่อยๆ อาจจะทุกสัปดาห์ก็ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้คราบสกปรกเกาะติดฝังแน่นในอ่าง จนทำความสะอาดยาก ส่วนอ่างล้างจานต้องผสมน้ำยาล้างจานหรือน้ำยาทำความสะอาดเอนกประสงค์กับน้ำอุ่น จากนั้นให้ใช้ฟองน้ำชุบน้ำยา แล้วไปขัดทำความสะอาด เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่อยู่ในอ่างล้างจานให้หมดไป

2. เพิ่มความวาวใส : หลังจากขัดทำความสะอาดอ่างแล้ว ให้นำกระดาษทิชชูซับน้ำมัน ที่มีลักษณะแผ่นหนาและใหญ่กว่ากระดาษทิชชูเช็ดทำความสะอาดธรรมดา มาชุบกับสารฟอกขาว และนำไปวางแปะทิ้งไว้ให้ทั่วอ่างทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที จากนั้นก็นำกระดาษออก และใช้น้ำฉีดล้างอ่างอีกครั้ง แต่เราจะใช้น้ำยาฟอกขาวได้เฉพาะกับอ่างสีขาวเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนอ่างที่มีสีสันสวยงามควรใช้ผงซักฟอก น้ำส้มสายชู และเบกกิ้งโซดาผสมกัน เพราะมีความอ่อนโยนกว่าสารฟอกขาว และไม่ทำให้สีสวย ๆ ของอ่างหลุดลอกด่างดำได้

3. ปกป้องอ่างจากรอยขูดขีด : ให้นำแผ่นพลาสติกเจาะรูพอๆ กับรูท่อน้ำทิ้งของอ่าง แล้วนำไปวางติดไว้ที่อ่างล้างจานและอ่างล้างหน้า เพื่อลดการเสียดสีและกระแทกระหว่างพื้นอ่างและวัสดุอื่น ๆ นอกจากนี้ก็พยายามอย่าให้สารที่เป็นกรด เช่น น้ำส้มสายชู น้ำสลัด น้ำยาทำความสะอาด ลอยตัวอยู่บนอ่างนานนัก เพราะกรดเหล่านี้อาจจะทำลายพื้นผิวของอ่างให้ผุกร่อน หลุดลอกได้ อีกทั้งเลี่ยงการใช้น้ำยาขัดทำความสะอาดที่มีฤทธิ์รุนแรงกับอ่างด้วย แต่ควรใช้น้ำยาล้างจาน หรือเบกกิ้งโซดาแทน

4. กำจัดคราบฝังแน่นด้วยเบกกิ้งโซดา : เราไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดชนิดรุนแรง รวมถึงอย่าใช้วัสดุเนื้อแข็ง เช่น แปรง ขัดทำความสะอาดอ่างด้วย แต่ควรจะใช้ฟองน้ำชุบน้ำสบู่อ่อนๆ หรือน้ำยาล้างจาน ขัดทำความสะอาดแทน ส่วนคราบฝังแน่น แนะนำให้ผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำปริมาณเล็กน้อยพอให้มีลักษณะข้นเหนียว แล้วนำไปป้ายบริเวณคราบสกปรก ทิ้งไว้ 5 นาที จากนั้นใช้ฟองน้ำขัดทำความสะอาด และล้างออกด้วยน้ำอีกครั้ง

5. ทำความสะอาดอย่างหมดจดด้วยมะนาว : นำผงบอแรกซ์ปริมาณครึ่งถ้วยเล็ก ผสมน้ำมะนาวครึ่งลูกคนให้เข้ากัน และนำฟองน้ำมาชุบส่วนผสม จากนั้นก็ขัดทำความสะอาดให้ทั่วอ่าง น้ำยาทำความสะอาดสูตรนี้ อ่อนโยนแต่ก็สามารถทำความสะอาดอ่างได้หมดจด ไม่หลงเหลือคราบสกปรกให้เห็นอย่างแน่นอน อีกทั้งยังสามารถใช้ทำความสะอาดได้กับพื้นผิวทุกชนิดด้วยค่ะ

6. ก๊อกใสด้วยน้ำส้มสายชู : เราสามารถกำจัดคราบน้ำเหล่านี้ได้ง่ายๆ ด้วยการนำกระดาษซับน้ำมันมาชุบน้ำส้มสายชู แล้วนำไปประคบก๊อกน้ำให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้ 30 นาทีแล้วค่อยดึงออก จากนั้นใช้กระดาษซับมันแห้งเช็ดอีกครั้ง เท่านี้ก๊อกน้ำก็จะวาวใส สะอาดเหมือนใหม่ แต่ก็ระวังอย่าใช้วิธีนี้กับก๊อกน้ำทองเหลืองนะคะ เพราะกรดในน้ำส้มสายชูอาจจะกัดกร่อนสีและพื้นผิวเหล่านี้ให้ด่างดำได้

7. ไล่สนิมด้วยน้ำมันครอบจักรวาล : สำหรับคราบสนิมที่เพิ่งเกิดใหม่ๆ ลองใช้ น้ำมัน WD-40 หรือ น้ำมันครอบจักรวาล โดยขัดด้วยผ้า แล้วล้างน้ำออกก่่อน แต่ถ้าคราบสนิมยังไม่หลุดไป แนะนำให้โรยเกลือลงบนมะนาวผ่าครึ่งซีก แล้วขัดลงบนรอยสนิม สูตรทำความสะอาดนี้สามารถใช้ทำความสะอาดอ่างล้างหน้าเคลือบพอร์ชเลนได้ด้วยนะคะ

8. ป้องกันท่ออุดตัน : เราควรป้องกันท่ออุดตันด้วยการผสมเบกกิ้งโซดา 1 ถ้วย, เกลือ 1 ถ้วย และครีม ออฟทาทาร์ (Cream of Tartar) ¼ ถ้วย เข้าด้วยกัน เก็บไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด และพ้นมือเด็ก จากนั้นใช้ส่วนผสมนี้ประมาณ ½ ส่วน เทลงท่อน้ำทิ้ง และเทน้ำเดือดตามลงไปทุก ๆ 2-3 สัปดาห์ เพื่อกำจัดสิ่งอุดตันที่ตกค้างอยู่ในท่อ และให้ท่อระบายน้ำได้สะดวกอยู่เสมอ
.

.
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : kapook

เคล็ดลับการดูแลเครื่องดูดฝุ่น

ทุกๆครั้งที่คุณใช้เครื่องดูดฝุ่น คุณสามารถทำให้เครื่องเสียหายได้ทุกเมื่อหากคุณขาดความระมัดระวัง ดังนั้น คุณควรระวังโดยการทำตามขั้นตอนต่างๆทางด้านล่างนี้

– อย่าใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดทำความสะอาดวัตถุขนาดใหญ่ เช่น เหรียญ กรวด ถุงเท้าเด็ก หรือเศษแก้วขนาดใหญ่ สิ่งเหล่านี้สามารถสร้างความเสียหายภายในเครื่องหรือก่อให้เกิดการอุดตันได้ ดังนั้น คุณควรทำความสะอาดสิ่งเหล่านี้ด้วยมือของคุณเองหรือกวาดด้วยแปรงและตักไปทิ้ง

– อย่าใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดของเหลวที่หกบนพื้น เช่น อาหาร เพราะของเหลวและความเปียกจะทำให้เครื่องดูดฝุ่นของคุณเกิดการอุดตัน คุณควรทำความสะอาดโดยการใช้ผ้าสะอาดเช็ดทำความสะอาดสิ่งสกปรก

– ระมัดระวังบริเวณที่เปียก เพราะความชื้นสามารถทำให้เชื้อราเจริญเติบโตในเครื่องดูดฝุ่น คุณควรเช็ดบริเวณนั้นให้แห้งสนิทก่อนด้วยผ้าหรือฟองน้ำก่อนที่จะทำการดูดฝุ่น

 


ขอบคุณข้อมูลจาก : cleanipedia.com

ขอบคุณรูปภาพจาก : baansanruk.blogspot.com

10 วิธีกำจัดตะไคร่น้ำบนพื้นและหลังคาบ้าน

เมื่อฝนมา…ภายในบ้านมันก็จะชื้น ๆ ต้นเหตุหลักที่ทำให้เกิด ตะไคร่น้ำ มาเกาะบ้าน ทำลายบรรยากาศไปซะหมด ฉะนั้นเรามาดูวิธีกำจัดตะไคร่น้ำกันค่ะ
.
1. น้ำร้อน
.
วิธีนี้คือขั้นพื้นฐานของการกำจัดตะไคร่น้ำ โดยการราดน้ำต้มเดือดตรงที่มีตะไคร่น้ำ ตามด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอื่น ๆ เทซ้ำลงไปที่เดิม ก่อนใช้แปรงหัวแข็งขัดและทำความสะอาดอีกรอบ
.
2. เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง
.
วิธีนี้เป็นการกำจัดดตะไคร่น้ำแบบธรรมชาติเหมือนวิธีแรกนั่นแหละค่ะ ด้วยการใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงมาฉีดบรรดาคราบตะไคร่น้ำที่เกาะอยู่ตามผนังหรือพื้นซีเมนต์ต่าง ๆ ให้ทั่ว คราบตะไคร่น้ำก็จะหายไปในทันที แต่วิธีนี้อาจจะใช้ไม่ได้ผลในบริเวณที่มีคราบตะไคร่น้ำเกาะหนา
.
3. น้ำส้มสายชู
.
น้ำส้มสายชูเป็นของดีที่ทุกบ้านต้องมีเลยค่ะ โดยนำน้ำส้มสายชูมาราดลงบนตะไคร่น้ำโดยตรง ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วขัดออก ราดน้ำเพื่อทำความสะอาดให้เกลี้ยง และที่สำคัญต้องทำให้แห้งด้วยนะคะ เพื่อกำจัดความชื้นตัวการที่ทำให้เกิดตะไคร่น้ำให้หมดไปแบบถาวรด้วย
.
4. สารฟอกขาว
.
หากทำวิธีด้านบนแล้วยังมีตะไคร่น้ำสีเขียว ๆ เกาะอยู่ งั้นต้องผสมสารฟอกขาว ¾ ถ้วยตวง กับน้ำเปล่า 1 แกลลอน เพื่อนำไปราดบนตะไคร่น้ำและทิ้งไว้ 10 นาที แล้วค่อยล้างออก แต่วิธีนี้ควรระวังไม่ให้ส่วนผสมไหลไปโดนต้นไม้เด็ดขาด ที่สำคัญถ้าจะให้ดีต้องทำวิธีนี้ในวันที่อากาศปลอดโปร่ง เพราะความร้อนจากแสงแดดจะทำให้ส่วนผสมแห้งเร็วขึ้น

5. แอมโมเนียมซัลฟาเมท (Ammonium Sulfamate)
.
แอมโมเนียมซัลฟาเมท (Ammonium Sulfamate) เป็นสารละลายที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์ทำสวนทั่วไป เทใส่ที่ฉีดแล้วนำไปฉีดพ่นลงบนตะไคร่น้ำได้โดยตรง แต่อย่าลืมสวมอุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากอนามัย แว่นตา ถุงมือ และที่สำคัญต้องปฏิบัติตามคู่มือการใช้งานโดยละเอียด หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีสิ่งมีชีวิตและพืชที่อยู่แถวนั้น แนะนำให้ทำในวันที่อากาศปลอดโปร่ง ไม่มีลมพัด เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีตกค้างอยู่ที่พืชชนิดอื่น ๆ ดีกว่า
.
6. โซเดียมเพนตะคลอโรฟีเนต (Sodium Pentachlorophenate)
.
โซเดียมเพนตะคลอโรฟีเนต (Sodium Pentachlorophenate) เป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนและเป็นสารก่อมะเร็ง ดังนั้นต้องระมัดระวังในการใช้เป็นอย่างมาก เริ่มจากสวมอุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ ให้พร้อม นำโซเดียมเพนตะคลอโรฟีเนต 1 ส่วน มาละลายเจือจางในน้ำเปล่า 8 ส่วน ให้เป็นเนื้อเดียวกันแล้วราดลงบนตะไคร่น้ำให้ทั่ว ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แต่ถ้าหากฝนตกลงมาก็ให้ทำซ้ำอีกครั้ง และต้องระวังให้มากอย่าให้สารเคมีไหลไปโดนต้นไม้อื่น ๆ
.
7. เบกกิ้งโซดา
.
ถ้าสารเคมีหายากเกินไป แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในครัวเรือนอย่าง เบกกิ้งโซดา เพียงแค่นำไปโรยบนตะไคร่น้ำให้ทั่ว ทิ้งไว้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง จากนั้นค่อยกวาดเศษตะไคร่น้ำและเศษเบกกิ้งโซดาทิ้งไป
.
8. น้ำยาล้างจาน
.
ส่วนผสมที่ได้จากในครัวเรือนเหมือนกัน เริ่มจากผสมน้ำยาล้างจาน 600 มิลลิลิตร กับน้ำเปล่า 5 แกลลอนให้เข้ากันดี แล้วราดลงบนตะไคร่น้ำ ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง จากนั้นก็มาขัดและล้างออกให้สะอาด
.
9. ไฮเดรตไลม์ (Hydrated lime)
.
เป็นสารประกอบอนินทรีย์ที่ใช้กำจัดตะไคร่น้ำออกได้ โดยนำสารดังกล่าว 1 กิโลกรัม มาผสมกับน้ำเปล่า 3 แกลลอน ฉีดลงไปบนตะไคร่น้ำให้ทั่ว ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง ตะไคร่น้ำจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล จากนั้นก็ขัดออกเป็นขั้นตอนสุดท้าย
.
10. ไตรโซเดียมฟอสเฟต (Trisodium phosphate)
.
ไตรโซเดียมฟอสเฟต (Trisodium phosphate) เคยถูกผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน แต่มันกลับไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถกำจัดพวกเชื้อรา เชื้อโรค รวมถึงตะไคร่น้ำให้ดีเยี่ยม หากจะนำมาใช้ให้เทไตรโซเดียมฟอสเฟต ½ ถ้วยตวง ผสมกับน้ำอุ่น 2 แกลลอน แล้วนำไปราดลงบนตะไคร่น้ำ ขัด-ล้างออกให้เกลี้ยง ระวังอย่าให้สารเคมีไหลไปโดนต้นไม้อื่นหรือพื้นที่อื่น ๆ โดยเด็ดขาด
.

.
ขอบคุณข้อมูลจาก : kapook

ขอบคุณรูปภาพจาก : Baanlaesuan

วิธีปัดกวาดผนังที่ติด “วอลเปเปอร์”  

วิธีปัดกวาดผนังที่ติด “วอลเปเปอร์” (ที่สามารถเช็ดถูได้)

1. กำจัดฝุ่นบนวอลเปเปอร์ ผ้าขี้ริ้วคลุมไม้กวาดหรือแปรงก่อนนำไปปัดฝุ่น

2. กำจัดคราบสกปรกออก หลังจากกำจัดฝุ่นเสร็จแล้ว ก็ถึงขั้นตอนของการกำจัดคราบ ซึ่งสามารถทำได้โดย

– ใช้น้ำยาสำหรับทำความสะอาดแบบแห้งในการกำจัดคราบน้ำหมึก ดินสอสี หรือปากกามาร์กเกอร์

– คราบน้ำมันสามารถกำจัดออกได้ด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำสบู่

– ส่วนคราบอื่น ๆ ใช้น้ำยาต่าง ๆ ตามที่ระบุเอาไว้บนฉลากของน้ำยาทำความสะอาด

3. ล้างน้ำยาออก โดยปกติหลังจากกำจัดฝุ่นออกแล้ว คุณสามารถล้างออกด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำสบู่ผสมน้ำอุ่น และแอมโมเนียเล็กน้อยได้เลย

– สำหรับวอลเปเปอร์เคลือบไวนิลสามารถล้างออกได้โดยใช้น้ำส้มสายชู (แต่ไม่ควรพ่นน้ำส้มสายชูบนคราบโดยตรง)

– ถ้ามีคำแนะนำอื่น ๆ จากผลิตภัณฑ์ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

4. เช็ดให้สะอาด สุดท้ายให้ผ้าสะอาดชุดน้ำอุ่นเช็ดบนวอลเปเปอร์เบา ๆ แล้วเช็ดตามด้วยผ้าแห้งอีกครั้ง

 

ขอบคุณข้อมูลจากและภาพจาก : kapook