การทำความสะอาดห้องครัว ให้สวยปิ๊ง สไตล์โฮมเมด

ขึ้นชื่อว่าห้องครัวที่เป็นห้องสำหรับการปรุงาหาร เติมเต็มความสุขให้สมาชิกในครอบครัวได้อิ่มท้อง ก็ต้องคู่กับความสะอาดและเรื่องของสุขภาพอยู่เสมอ แต่แม่บ้านยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบโดยเฉพาะในตอนเช้า ที่ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมอาหารเช้าให้ลูก ๆ แถมยังต้องรีบออกไปทำงานอีก การทำความสะอาดครัวคงเรื่องยาก เราจีงแนะนำเทคนิคการทำความสะอาดครัวให้สวยปิ๊ง ไสตล์โฮมเมดมาแนะนำ

เก็บข้าวของให้เป็นที่เป็นทาง

เริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการจัดวางข้าวของเครื่องใช้ให้เข้าที่ เข้าทาง แยกอุปกรณ์ที่ต้องใช้หามุมผนังเล็ก ๆ ออกแบบที่แขวนทัพพีและตะหลิวให้อยุ่ด้วยกันจัดเป็นหมวดหมู่ จัดเรียงชุดถ้วยชามไว้ในตู้แยกประเภทและสี ที่สำคัญคือ ฝึกตัวเองให้เป็นนิสัยในการหยิบใช้อุปกรณ์เครื่องครัวและต้องเก็บเข้าที่ทุกครั้ง

ทำความสะอาดตู้แขวน และชั้นวางของ

ตู้แขวนหรือชั้นวางของมักจะมีบ้านประตูไม้ ซึ้งเจ้าวัสดุจำพวกไม้นี้มักเป็นที่อยู่ของพวกฝุ่นทั้งหลาย และเทคนิคการทำความสะอาดพื้นผิวไม้นั้นมีข้อระวังก็คือ ห้ามใช้ไม้ขนไก่หรือผ้าแห้ง เพราะนั้นคือการย้ายเจ้าขี้ฝุ่นตัวร้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ทางที่ดีควรใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดพวก “Swiffer Sweeprt Dry Cloth” ที่จะช่วยดูดซับฝุ่นไม่ให้ปลิวกระจายไปยังจุดอื่น ๆ

ก๊อกน้ำ-ซิงก์ล้างจาน

ปัญหาที่พบบ่อย คือคราบหินปูนชอบมาเกาะเจ้าก๊อกน้ำ ทำบริเวณรอบ ๆ เป็นคราบดำ วิธีการทำความสะอาดนั้นไม่ยาก เพียงแค่นำทิชชูอย่างหนาชุบน้ำส้มสายชูแล้วห่อก๊อกน้ำ ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง ง่าย ๆ แค่นี้ ก๊อกน้ำก็กลับมาสวยปิ๊งแล้ว

ท็อปเคาน์เตอร์แกรนิต

ผิวแกรนิตวัสดุสุดเลิศที่นิยมใช้เป็นวัสดุปิดผิวท็อปเคาน์เตอร์กลางครัว ที่ให้ความสวยงามแข็งแรงและทนความร้อนได้ดี การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก แต่สิ่งที่สำคัญที่หลายคนมักมองข้ามหรือไม่รู้ก็คือวัสดุแกรนิตควรได้รับการเคลือบผิวอยู่เสมออย่างน้อยปีละครั้ง

ครัวสเตนเลสสตีล

อีกหนึ่งวีสดุครัวสุดฮิตก็คือครัวสเตนเลสที่เสริมให้ครัวดูสะอาด เงางาม แต่ขณะเดียวกันการดูแลรักษาก็ต้องใช้เทคนิคอยู่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าวัสดุชนิดนี้ไม่ต้องดูแลบ่อย แต่อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งก็ควรทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นผสมน้ำยาทำความสะอาดอ่อน ๆ เช็ดด้วยผ้านุ่ม ๆ แต่ห้ามขัดเด็ดขาด เพราะผิสสเตนเลสจะเกิดรอยขีดข่วน และอีกอย่างคือรอยนิ้วมือและรอยด่างมักเกิดขึ้นบ่อยกับวัสดุประเภทนี้

และเพื่อสุขภาพของทุกคนในบ้านตลอดจน เพื่อไม่เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม ในการทำความสะอาดห้องครัวยังมีผลิตภัณฑ์อีกหลายชนิดที่สามารถนำมาเช้ดล้างทำความสะอาดห้องครัวของเราได้และหยิบหาใช้ได้ง่าย ๆ เช่น น้ำส้มสายชูขาว , น้ำยาทำความสะอาดที่ผสมน้ำมันสนและน้ำสบู่ เป็นต้น นอกจากจะทำให้ห้องครัวสะอาดแล้ว ยังไม่เป้นอันตรายต่อสมาชิกทุคนในบ้านและไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

สิ่งต้องห้ามในการทำความสะอาดห้องครัว

ฟองน้ำเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ในการนำมาใช้ทำความสะอาดครัว เพราะเจ้าฟองน้ำตัวดีนี่แหละที่มีอานุภาพพาเชื้อโรคให้แพร่กระจายออกไปในวงกว้าง ทางที่ดีแนะนำว่าควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จำพวก Paper Towel หรือทิชชูหนา ไม่มีขุย หรือทิชชูเปียกในการทำความสะอาดและควรทิ้งทุกครั้งหลังจากใช้งานเสร็จเพื่อลดการปนเปื้อนของแบคทีเรีย
อย่าผสมสารจำพวกแอมโมเนียกับน้ำยาซักฟอกเพื่อทำความสะอาด เพราะสารเหล่านี้จะก่อให้เกิดสารพิษ ระเหยออกมา น้ำยาทำความสะอาดพื้นห้องครัวแนะนำว่า ควรปราศจากน้่ำหอมและสารซักฟอก เพราะจะเกิดสารพิษตกค้างบนพื้นผิวของห้องครัว เพียงแค่ใช้น้ำสบู่เช็ดถูให้ทั่ว แต่หากบริเวณไหนมีคราบน้ำมันก็ใช้ผ้าชุบน้ำส้มสายชูเช็ดทำความสะอาด แล้วเช็ดออกน้ำอุ่นอีกครั้ง

แหล่งข้อมูล : Thaihomeonline.com

การทำความสะอาดแอร์บ้าน

แอร์ในบ้านเป็นแอร์ติดผนังห้อง โดยมักอยู่ต่ำกว่าเพดานเล็กน้อย
1. ปิดแอร์และถอดปลั๊กออกให้เรียบร้อยก่อนล้างแอร์

2. ถอดช่องอากาศออกด้วยความระมัดระวัง
3. ใช้แปรงดูดฝุ่นทำความสะอาดแผงต่างๆ ด้านใน
4. ตรวจดูท่อระบายน้ำทิ้งใต้เครื่องว่ามีอะไรอุดตันหรือไม่ จากนั้นใช้แปรงเล็กๆ ทำความสะอาดสิ่งสกปรกออก
5. ถอดฝาครอบออกจากเครื่องปรับอากาศ จากนั้นทำความสะอาดด้วยเครื่องดูดฝุ่นหรือล้างในน้ำอุ่นผสมสบู่

6. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าฝาครอบแห้งสนิทดีแล้ว ก่อนประกอบกลับเข้าไปในแอร์
7. ใช้แปรงดูดฝุ่น ไม้ปัดขนไก่ หรือผ้าเปียกหมาดๆ เช็ดด้านนอกของฝาครอบและช่องระบายอากาศ
8. ประกอบช่องอากาศออกกลับเข้าไปที่เดิม
9. เมื่อส่วนประกอบทุกชิ้นแห้งสนิทดีแล้ว คุณก็สามารถเสียบปลั๊กและเปิดเครื่องได้เหมือนเดิม

วิธีการทำความสะอาดพรม

1.การจัดการพวกคราบสกปรก เราต้องจัดการทันทีหลังจากที่มันเกิด เพราะเกิดคุณปล่อยมันทิ้งไปเรื่อยๆคราบก็จะแห้ง แล้วก็ยิ่งทำความสะอาดยากขึ้น ดังนั้นถ้าคุณจัดการตอนที่มันยังเปียกๆอยู่ล่ะก็ รับรองว่าคุณสามารถจัดการมันได้ง่ายกว่าตอนแห้งแล้วอย่างแน่นอน

2.ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ หรือผ้าที่ไม่ค่อยซับน้ำในการทำความสะอาดพรม เพราะหากคุณใช้ทิชชู่ก็จะทำให้เศษทิชชู่ ติดลงไปในพรมอย่างแน่นอน

3.ใช้เครื่องดูดฝุ่นในการทำความสะอาดพรม เพราะเป็นวิธีที่กำจัดฝุ่นในพรมได้อย่างง่ายที่สุด

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : cleanipedia

อันตรายจากการนอนดึก อาจทำให้คุณตายได้

หลายคนนอนดึก บางคนดูหนังโปรดของพวกเขาบางคนบางคนอ่านหนังสือและอื่น ๆ แทนการนอนหลับ นิสัยเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงในช่วงดึก

ตามที่มูลนิธิการนอนแห่งชาติผู้ใหญ่โดยเฉลี่ยต้องนอนเจ็ดถึงเก้าชั่วโมง ถ้าน้อยกว่านี้ก็อาจทำให้สุขภาพของคุณตกอยู่ในอันตรายได้

บทความนี้เน้นที่ผลกระทบที่เป็นอันตรายของการนอนหลับ

1.ความเครียด: อาการความเครียดเกี่ยวข้องกับจำนวนการนอนหลับที่คนได้รับในแต่ละวัน ผู้ที่นอนน้อยในระดับสูงของความเครียดเมื่อเทียบกับคนที่นอนหลับเป็นเวลาเจ็ดชั่วโมงเก้า จะนำไปสู่ความเจ็บป่วยทางจิตเช่นภาวะซึมเศร้า, โรคจิตเภทและโรคอัลไซเมอร์

2.โรคอ้วน: การนอนน้อยทำให้ร่างกายของคุณผลิตฮอร์โมน ghrelin มากขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้คนมักรู้สึกหิวโหยกว่าปกติ ดังนั้นคนที่นอนน้อยลงมีแนวโน้มที่จะอยากอาหารมากขึ้น; พวกเขาจะชอบกินอาหารขยะ ฯลฯ นิสัยเหล่านี้ทั้งหมดนำไปสู่โรคอ้วน

3.โรคหลอดเลือดสมอง: คนที่ได้รับการนอนหลับน้อยมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ 4 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่นอนหลับ 7 ถึง 9 ชั่วโมง

4.โรคเบาหวาน: คนที่นอนดึก ร่างกายไม่ตอบสนองได้ดีกับอินซูลิน และทำให้อินซูลินสูงซึ่งจะนำไปสู่โรคเบาหวาน

5.โรคหัวใจ: จากการวิจัยที่ดำเนินการในปี 2554 ผู้ที่นอนหลับน้อยมีแนวโน้มที่จะผลิตสารเคมีและฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่นอนหลับและนอนไม่ถึงหกชั่วโมงมีแนวโน้มที่จะพัฒนาโรคหัวใจร้อยละ 48

6.ความตาย:  จากการวิจัยที่ดำเนินการในปี 2553 แสดงให้เห็นว่าผู้ชายที่หลับน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืนมีโอกาสตายภายในสี่ปีได้ถึงสี่เท่า

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : evaidya.com

8วิธีการประหยัดไฟ

สำหรับเศรษฐกิจแบบนี้ทำให้มนุษย์เงินเดือน มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เช่น ค่าผ่อนคอนโด ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ผ่อนประกัน เป็นต้น ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายกันมากขึ้น วันนี้เราจึงนำ “ทริค 8 วิธีการประหยัดไฟ มาฝากกัน

1.ปรับอุณหภูมิแอร์ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ ช่วงฤดูร้อนเป็นช่วงที่สภาพอากาศร้อนระอุเป็นอย่างมาก ทำคนส่วนใหญ่เปิดแอร์ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศา และเป็นช่วงที่ค่าไฟพุ่งปรี๊ดเพราะสภาพอากาศที่มันร้อนมากๆนั้นเอง วิธีแก้ คือ การปรับอุณหภูมิให้อยู่ในระดับ 25 องศา และ ปรับสภาพร่างกายเราให้ชินกับอากาศภายในห้อง หรือ การไปเที่ยวตามห้างและสถานที่ต่างๆก็เป็นการประหยัดค่าไฟไปในตัวอีกด้วย

2.ลดการใช้แอร์มากจนเกินไป ในช่วงฤดูหนาว และ ฤดูฝน อากาศจะดีมากๆ เราสามารถจะเปิดหน้าต่างและพัดลม ก็ทำให้อากาศในห้องนั้นเย็นสบายโดยที่ไม่ต้องเปิดแอร์ตลอดเวลา ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ประหยัดค่าไฟกันเลย

3.ปิดก๊อกน้ำเมื่อไม่ใช้ เวลาที่เรายืนแปรงฟัน หรือ ยืนล้างจาน เป็นเวลาที่ใครหลายๆคนลืมปิดน้ำ ทำให้ค่าน้ำแพงขึ้น นอกจากนี้ยังเปิดน้ำไหลทิ้งผ่านร่างกายเวลาที่อาบน้ำอุ่นๆอีกด้วย ถึงแม้ว่าน้ำอุ่นจะทำให้ผ่อนคลายแต่ทำให้ค่าไฟ และค่าน้ำแพงขึ้น ถ้าวันไหนอากาศไม่ได้หนาว หรือ ร้อนจนเกินไปควรอาบน้ำในอุณหภูมิห้องจะดีกว่า เพราะทำให้เสียค่าไฟถูกลง และยังช่วยให้ผิวไม่แห้งอีกด้วย

4.ถอดปลั๊กไฟเมื่อไม่ใช้งาน ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นแล้วแต่ถ้าเราเสียบปลั๊กคาไว้ก็ทำให้เราเสียค่าไฟ 0.002 กิโลวัตต์/ ชั่วโมง นอกจากนี้การเสียบปลั๊กคาไว้ยังทำให้เราเปลืองไฟโดยใช่เหตุ แถมอายุการใช้งานของเราท์เตอร์จะสั้นลงด้วย ในทางกลับกันถ้าถอดปลั๊กทุกครั้งหลังใช้งานเสร็จ ตัวเราท์เตอร์จะรีบูทตัวเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้

5.การใช้ฟังชั่นตั้งเวลาปิด-เปิดแอร์ การตั้งเวลาเปิด-ปิดของแอร์ในช่วงตื่นนอนก่อนสัก 1-2 ชั่วโมง จะช่วยให้คุณประหยัดค่าไฟได้มากขึ้น เพราะ อุณหภูมิห้องยังเย็นอยู่และป้องยังกันการลืมปิดแอร์อีกด้วย

6.ล้างแอร์บ่อยๆช่วยเซฟค่าใช้จ่าย แอร์มักจะมีฝุ่นผงและสิ่งสกปรกไปติดแผงด้านในทำให้แอร์ทำความเย็นน้อยลง และอายุการใช้งานแอร์ไม่ได้นานอีกด้วย ทางที่ดีเราควรหมั่นทำล้านแอร์ทุกๆ 3-6 เดือน แต่สำหรับแอร์ที่ติดตั้งในบริเวณที่มีการรับประทานอาหาร หรือมีการปิด-เปิดของประตูตลอดเวลา ควรเพิ่มระยะความถี่ในการล้างแอร์ เป็นทุกๆ 2-3 เดือน แทน

7.การใช้หลอดไฟประหยัดพลังงาน หลอดไฟมีการทำออกมาหลายรูปแบบทั้งแบบธรรมดา กับแบบฟลูออร์เรสเซ้นส์ ที่ให้ความสว่างเท่ากันแต่ราคาสูงกว่าเพราะเป็นหลอดไฟที่ประหยัดพลังงาน ประหยัดค่าไฟได้อีกด้วย ถึงแม้ว่าราคาจะแพงกว่าแต่ประสิทธิภาพในการใช้งานคุ้มกว่าแน่นอน

8.หาทำเลการติดแอร์ที่เหมาะสม และสามารถระบายอากาศได้ดี บริเวณที่ติดตั้งแอร์สามารถกระจายลมได้ทั่วถึงทั้งห้อง ไม่มีสิ่งกีดขวาง และไม่ควรติดตั้งในมุมอับ นอกจากนี้ควรคำนึงในเรื่องของทิศทางแดดที่ส่องมายังห้อง เนื่องจากส่งผลต่อการทำงานของแอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าติดชิดผนังที่รับแดดจัด หรือทิศตะวันตก เพราะจะทำให้แอร์ทำงานหนัก ส่งผลเสียให้แอร์พังง่าย และกระจายความเย็นได้ไม่เต็มที่ แถมยังกินไฟอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายวิธีที่ทำให้ประหยัดเงินในกระเป๋า เช่น การรู้จักใช้น้ำอย่างประหยัด การปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน การถอดปลั๊กไฟเมื่อใช้งานแล้ว และอื่นๆอีกมากมาย

ขอบคุณข้อมูลจาก : estopolis.com/ lalinproperty.com

การซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วม

หลังน้ำท่วม ผ่านไปนอกจากการซ่อมแซมพื้นบ้านแล้ว ผนังบ้าน ก็เป็นอีกจุดหนึ่งซึ่งเราจะต้องมาดูแลให้กลับคืนสู่สภาพปกติ เนื่องจากวัสดุต่าง ๆ ที่ใช้ทำผนังบ้าน เมื่อถูกน้ำท่วมนาน ๆ ก็จะเกิดความเสียหายแน่นอนไม่มากก็น้อย วิธีการดูแลแก้ไขผนังบ้านหลังน้ำท่วมมีดังนี้

1.ถ้าเป็นผนังไม้ ก็ไม่ต้องทำอะไรมากค่ะ เช็ดทำความสะอาด แล้วปล่อยให้แห้ง เพื่อให้ผิวสามารถระเหยความชื้นได้ง่ายก็เพียงพอแล้ว เมื่อแห้งดีแล้วก็ค่อยใช้น้ำยารักษาเนื้อไม้ชโลมที่ผิว หรือทาสีต่อไป วิธีที่ดีควรทาสีด้านในบ้านก่อน ทิ้งไว้ 5-6 เดือน จึงทาสีด้านนอกนะ

2.ถ้าเป็นผนังก่ออิฐฉาบปูน ก็ใช้วิธีเดียวกับผนังไม้ค่ะ แต่ต้องทิ้งให้ระเหยความชื้นนานกว่าผนังไม้ เพราะการระบายความชื้นของผนังก่ออิฐนั้นยากกว่า

3.ถ้าเป็นผนังยิบซั่มบอร์ด ก็เลาะเอาแผ่นที่เสียออก ถ้าโครงเคร่าเป็นโลหะก็สามารถติดแผ่นใหม่ได้เลย แต่ถ้าโครงเคร่าเป็นไม้ ต้องทิ้งไว้ให้ความชื้นในไม้ระเหยหมดก่อน จึงจะบุแผ่นใหม่ได้

4.ผนังที่ทำด้วยโลหะ หรือผนังที่ทำด้วยกระจก เวลาน้ำท่วมคงจะไม่เป็นอะไรมากค่ะ แต่เมื่อน้ำลดลงแล้วก็ควรตรวจสอบตามซอกตามรอยต่อว่ายังมีน้ำหรือเศษขี้ผงฝังในอยู่หรือไม่ หากมีก็ทำความสะอาดเสีย

5.หากบ้านของคุณปูด้วยวอลล์เปเปอร์ ซึ่งวอลเปเปอร์นี้มีลักษณะคล้ายสี ถ้าโดนความชื้นมาก ๆ จะหลุดลอกหรือร่อน เมื่อน้ำลดลง ควรแก้ไขโดยการลอกออกให้หมด เพื่อให้น้ำในผนังที่ชื้นสามารถระเหยออกมาได้ จากนั้นรอให้ผนังแห้งจริงๆ (ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 อาทิตย์) แล้วจึงปิดวอลล์เปเปอร์ทับลงไป อาจจะปิดเองถ้าทำได้ หรือตามช่างมาก็ได้ ถ้าส่วนไหนไม่หลุดร่อน แต่ขึ้นราหรือเป็นคราบเช็ดไม่ออก ก็สามารถเปลี่ยนแผ่นใหม่ โดยเลือกให้มีลวดลายเหมือนเดิม ก็จะได้ผนังสวยงามเหมือนก่อนน้ำท่วมค่ะ

ขอบคุณที่มา : หนังสือ 108 วิธีปรับปรุง-ซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเอง,baansanruk.blogspot.com

เคล็ดลับการดูแลห้องน้ำ

ห้องน้ำของคุณสะอาดแล้วหรือ? คุณควรคิดทบทวนอีกรอบ ห้องน้ำของคุณอาจดูสะอาดขึ้นมากว่าเดิมก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคราบสกปรกและเชื้อโรคทั้งหลายจะทุกกำจัดไปอย่างหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบนพื้นห้องน้ำ โถส้วม หรือก๊อกน้ำและอ่างล้างหน้า

การเลือกน้ำยาล้างห้องน้ำ

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีสารเคมีเจือปนที่คุณใช้อยู่นั้นจะมีอันตราย และอยากหาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีความปลอดภัยมากกว่า แต่สูตรน้ำยาล้างห้องน้ำที่มีส่วนผสมของสารเคมีที่น้อยกว่าอาจไม่สามารถมอบประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้ดีมากนัก และนั่นหมายความว่าห้องน้ำของคุณอาจยังมีสิ่งสกปรกและเชื้อโรคต่างๆหลงเหลืออยู่ แต่คุณสามาถใช้น้ำยาล้างห้องน้ำที่สามารถให้คุณสมบัติได้ทั้งปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการกำจัดคราบสกปรก เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของ acidic (กรดซึ่งมีฤทธ์กัดกร่อนสูง) ที่จะช่วยลดความเสี่ยงทำให้ผิวระคายเคืองและกัดกร่อนทำลายห้องน้ำของคุณทำให้เกิดความเสียหาย

ทำความสะอาดโถส้วมด้วยน้ำยาล้างห้องน้ำ

การล้างห้องน้ำอาจไม่ใช่การทำความสะอาดที่คุณชอบมากนัก แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่า การล้างห้องน้ำนั้นสามารถทำได้ง่ายที่สุดหากเปรียบเทียบกับการทำความสะอาดสถานที่อื่นๆ หากคุณคิดว่าการทำความสะอาดห้องน้ำเป็นเรื่องที่ยากและเสียเวลา นั่นอาจเป็นเพราะคุณอาจล้างห้องน้ำผิดวิธี และปัญหาส่วนใหญ่ในการล้างห้องน้ำ คือน้ำยาล้างห้องน้ำที่เจือจาง เหลวเหมือน้ำ และไม่มีความเข้มข้นมากพอ คุณจึงควรเลือกน้ำยาล้างห้องน้ำและโถส้วมอย่าง วิม ที่มีประสิทธิภาพช่วยทำความสะอาดสำหรับการใช้น้ำยาล้างห้องน้ำให้ดียิ่งขึ้น คุณควรอ่านฉลากการใช้ผลิตภัณฑ์และใส่ถุงมือยางทุกครั้งก่อนใช้

การทำความสะอาดห้องน้ำให้สะอาดหมดจด – พื้นห้องน้ำ อ่างอาบน้ำ และอ่างล้างหน้า

การทำความสะอาดห้องน้ำของคุณอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็น พื้นห้องน้ำ อ่างอาบน้ำ และอ่างล้างหน้านั้นสามารถทำได้ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดห้องน้ำเพียงขวดเดียว! โดยทำตามวิธีทางด้านล่างนี้

  • ทำตามคำแนะนำบนฉลากของผลิตภัณฑ์ในการผสมผลิตภัณฑ์กับน้ำสะอาด

บริเวณพื้นห้องน้ำ อ่างอาบน้ำ อ่างล้างหน้าจะไม่สกปรกเท่าโถส้วม คุณจึงไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาล้างห้องน้ำโดยตรงกับพื้นผิวเหล่านี้ การทำให้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเจือจางลงยังจะช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของคุณ ช่วยคุณประหยัดค่าใช้จ่าย แต่สามารถคืนความสะอาดให้กับห้องน้ำของคุณได้อย่างมีประสิทธภาพ

  • ใช้ไม้ถูพื้นในการถูพื้นและผ้าสะอาดในการทำความสะอาดอ่างอาบน้ำและอ่างล้างหน้า เทน้ำยาล้างห้องน้ำที่ผ่านการผสมแล้วลงบนบริเวณที่สกปรกมากและขัดจนกว่าคราบสกปรกจะหลุดออก คุณไม่จำเป็นต้องแช่น้ำยาล้างห้องน้ำไว้บนพื้นผิวเหล่านั้น น้ำยาล้างห้องน้ำจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในทันที ช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาในการทำความสะอาด
  • เปลี่ยนน้ำและอุปกรณ์ในการเช็ดทำความสะอาดในการเช็ดล้างสิ่งสกปรกและพยายามล้างน้ำยาล้างห้องน้ำที่หลงเหลืออยู่ออกให้หมดเท่าที่จะทำได้ คุณสามารถเพิ่มความเปล่งประกายของห้องน้ำได้ด้วยการใช้ฟองน้ำขัดอีกรอบหนึ่ง จากนั้นปล่อยให้แห้งตามธรรมชาติ

เมื่อคุณใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดห้องน้ำ อย่าลืมว่า คุณจำเป็นต้องใส่ถุงมือยางการใส่ถุงมือยางยังสามารถช่วยป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ไม่ให้สัมผัสกับผิวของคุณโดยตรงในระหว่างการทำความสะอาด คุณควรเปิดหน้าต่างห้องน้ำในระหว่างการทำความสะอาด เพื่อช่วยระบายกลิ่นที่ไม่พึ่งประสงค์และช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับห้องน้ำของคุณ

ขั้นตอนสำคัญ

  1. ใส่ถุงมือยางทุกครั้งและเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เมื่อคุณใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในการล้างห้องน้ำ
  2. น้ำยาล้างห้องน้ำสามารถใช้ได้กับโถส้วมโดยตรง แต่หากคุณต้องการที่จะใช้ในการถูพื้นห้องน้ำ คุณควรผสมกับน้ำก่อนนำมาใช้
  3. คุณควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับการล้างห้องน้ำที่มีประสิทธิภาพดีเยี่ยม

 

ประโยชน์ของเบกกิ้งโซดาที่ควรรู้

เบกกิ้งโซดา ชื่อนี้หลายๆท่านคงจะคุ้นเคยกับชื่อนี้และหลายๆท่านคงจะไม่รู้จักมันเลย เบกกิ้งโซดาคืออะไร  เบกกิ้งโซดามีลักษณะเป็นผงผลึกสีขาว สามารถนำไปทำประโยชน์ได้หลายอย่าง โดยหลายท่านอาจจะกำลังสงสัยว่าเจ้าผงเบกกิ้งโซดาเหมือนกับผงฟู หรือเป็นผงชนิดเดียวกันรึเปล่า เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า โซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium Bicarbonate) หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า โซดาทำขนม โดยเบกกิ้งโซดานั้นเป็นเพียงส่วนประกอบที่อยู่ในผงฟู ไม่ใช่ผงฟู มีลักษณะเป็นผลึกสีขาว มีรสเค็มคล้ายโซเดียมคาร์บอเนต  มาทำความรู้จักกับ เบกกิ้งโซดา ให้มากขึ้นว่าผงชนิดนี้มีประโยชน์อย่างไรบ้าง

1.หากมีอาการเจ็บคอ ให้ผสมเบกกิ้งโซดาครึ่งช้อนชาลงในน้ำเปล่า แล้วนำมาใช้กลั้วคอทุก ๆ 4 ชั่วโมง ก็จะช่วยลดอาการเจ็บคอที่เกิดจากกรดได้

2.ใช้รักษาแผลในช่องปาก ให้ใช้เบกกิ้งโซดาครึ่งช้อนชาผสมลงในน้ำเปล่า แล้วนำมาใช้กลั้วคอทุก ๆ 4 ชั่วโมง

3.ช่วยทำให้เรอ ด้วยการใช้ผงฟูนำมาผสมกับน้ำดื่ม จะช่วยทำให้เรอและแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อได้

4.โซเดียมไบคาร์บอเนตสามารถนำมารับประทานเพื่อช่วยในการลดกรดในกระเพาะอาหารได้

5.โซเดียมไบคาร์บอเนตในรูปแบบของยาเม็ด (Sodium bicarbonate tablet) หรือ โซดามินท์ (Sodamint) จะมีสรรพคุณเป็นยาลดกรด ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ภาวะอาหารไม่ย่อย รักษาภาวะกรดจากกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย (Metabolic acidosis) ช่วยปรับปัสสาวะให้มีสภาวะเป็นด่าง (Urinary alkalinization) ใช้ควบคุมสภาวะความเป็นกรดในเลือดของผู้ป่วยโรคไต เป็นต้น

6.ช่วยบรรเทาอาการของลมพิษ ด้วยการใช้ผงเบกกิ้งโซดานำมาผสมกับน้ำ 2-3 หยด (พอให้ได้เป็นแป้งเปียก) แล้วนำมาใช้ทาบริเวณที่เป็นผื่นเพื่อช่วยลดอาการระคายเคืองและแก้อาการคัน

7.หากถูกแมลงกัดต่อย ก็ให้ใช้เบกกิ้งโวดาผสมกับน้ำ แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็น ก็จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้

8.ใช้บรรเทาอาการผิวไหม้แดด ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดาผสมลงในน้ำอุ่นสำหรับอาบ แล้วนำมาอาบก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนที่เกิดจากผิวไหม้แดดได้

9.หากเป็นฮ่องกงฟุต (อาการคันตามง่ามเท้าเพราะติดเชื้อรา) ให้ใช้เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมกับน้ำให้พอเหนียว แล้วนำมาทาที่เท้า หลังจากนั้นให้ล้างเท้าและเช็ดให้แห้ง แล้วปิดท้ายด้วยการนำแป้งข้าวโพดมาทาบริเวณที่คันอีกครั้งหนึ่ง จะช่วยลดอาการคันและอาการแสบร้อนตามง่ามนิ้วเท้าได้

10.ช่วยทำให้ผิวเนียนใส ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดาผสมกับน้ำข้าวโอ๊ต นมสด และน้ำผึ้งนำมาขัดเบา ๆ เพื่อผิวที่สะอาดใสขึ้น (จะขัดส่วนไหน ส่วนนั้นต้องเปียกน้ำก่อน ส่วนไหนบอบบางก็ให้ขัดเบา ๆ และให้ทำเป็นประจำนะครับ แต่ไม่ต้องถึงขนาดต้องทำทุกวันนะครับ))

11.ใช้ทำสครับขัดหน้าได้ดี สูตรแรกให้ใช้เบกกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ, ข้าวโอ๊ต 1 ช้อนโต๊ะ, และน้ำสด 2 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมรวมกันใช้ขัดผิวหน้าเบา ๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าเย็น ๆ จะช่วยทำให้หน้าใสได้ ส่วนสูตรที่ 2 ให้ใช้เบกกิ้งโซดา 3 ส่วน ผสมกับน้ำเปล่า 1 ส่วน โดยผสมกันให้ได้เปียก ๆ แล้วนำมาขัดผิวหน้าเบา ๆ จนสะอาด

12.ใช้ทำสครับขัดผิว ให้ใช้เบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย, เกลือ 1/2 ถ้วย, น้ำมันทาผิว 2 ช้อนโต๊ะ, และมะนาว 1 ลูก แล้วนำมาผสมกัน ใช้ขัดผิวในระหว่างอาบน้ำ

13.ใช้ผลัดเซลล์ผิวใหม่ให้สดใสมากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดา 3 ส่วน และน้ำ 1 ส่วน นำมาผสมกันใช้เช็ดถูบริเวณที่ต้องการ แล้วค่อยล้างออก

14.มีบางท่านใช้เบกกิ้งโซดาเพื่อกำจัดสิวเสี้ยน โดยใช้เบกกิ้งโซดาผสมกับน้ำแล้วเอามาขัดเบา ๆ ที่จมูกไปเรื่อย ๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยทำให้สิวเสี้ยนจางลงได้

15.ใช้ทำน้ำยาระงับกลิ่นปาก สูตรแรกให้ใช้เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่น 1 ถ้วย แล้วนำมาใช้บ้วนปากจะช่วยดับกลิ่นปากได้ ส่วนสูตรที่สองให้ใช้เบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนโต๊ะ ผสมในน้ำ 1 แก้ว จะช่วยดับกลิ่นกระเทียมได้ แต่ถ้าใช้เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 1 แก้ว และผสมกับเกลือ 1 ช้อนโต๊ะก็ใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากได้เช่นกัน

ข้อควรระวังในการใช้เบกกิ้งโซดา

เนื่องจากเบกกิ้งโซดานั้นเป็นสารเคมีที่เอาไว้ใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ รวมไปถึงการทำอาหารด้วย เพราะเบกกิ้งโซดามักเป็นส่วนผสมหนึ่งในการทำเค้ก หรือคุ้กกี้บางสูตรเพื่อให้เกิดความฟู นุ่ม น่ารับประทาน แต่ขอเตือนเอาไว้เลยว่าควรใส่แต่เพียงเล็กน้อย เพื่อให้เจ้าผงชนิดนี้เข้าไปทำปฏิกิริยากับส่วนผสมอื่นๆ เพียงเท่านั้น หากใส่มากจนเกินไปจะทำให้มีรสชาติของสารเคมี ขนมดูไม่อร่อย หรือหากนำผงเบกกิ้งโซดาไปใช้ล้างสารเคมีในผักและผลไม้ก็ไม่ควรใช้เยอะจนเกินไป เพราะเบกกิ้งโซดาจะเข้าไปกัดผิวของผักและผลไม้ หากใส่มากเกินไปสารเคมีเหล่านี้ก็จะแทรกซึมลงไปเนื้อ เมื่อนำมาปรุงอาหาร หรือรับประทานเปล่าก็จะมีรสชาติที่ไม่อร่อย อีกทั้งหากรับประทานเข้าไปมากๆ ก็อาจสะสมในร่างกายโดยที่เราไม่รู้ตัว

ขจัดคราบไขมันด้วยตำลึง

ตำลึง เป็นไม้เถาล้มลุก เลื้อยพันโดยมีรากเกาะ เถามีสีเขียวอมขาวในตำลึงมีวิตามินเอในปริมาณสูงมาก รู้กันดีว่าตำลึงมีสรรพคุณช่วยบำรุงสายตา กินตำลึงแล้วทำให้ตาสวย ผิวเต่งตึง มีวิตามินบีรวมที่ช่วยบำรุงสมอง ประสาท กล้ามเนื้อ วิตามินซีที่ช่วยป้องกันไข้หวัด แก้อาการเลือดออกตามไรฟัน มีโปรตีนช่วยให้พลังงาน มีไฟเบอร์ (กากใยอาหาร) ที่ช่วยในการขับถ่าย ธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงเลือด แคลเซียม ฟอสฟอรัส ที่ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง

นอกจากสารพัดประโยชน์ทางสายตาแล้ว ตำลึงยังสามารถนำมาขจัดคราบไขมันภายในบ้านได้อีกด้วย

เริ่มต้นด้วยการเด็ดใบตำลึงแก่ๆ สักกำมือแน่นๆ แล้วนำมาปั่นหรือบดให้ละเอียดแล้วก็ผสมน้ำนิดหน่อย แล้วเทราดบริเวณที่เปื้อนทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมงแล้วก็ใช้ผ้าหรือฟองน้ำเช็ดออก บริเวณที่เป็นคราบไหม้แห้งกรังก็ใช้แปรงสีฟันถูเบาๆ ก็ออก

วิธีกำจัดราในตู้เสื้อผ้า

1. กำจัดปัญหาที่ต้นตอของสาเหตุ คือ พยายามเปิดประตูและหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทสะดวก รวมถึงให้แสงแดดสามารถส่องเข้ามาในห้องได้ เพื่อไม่ให้เกิดความอับชื้นขึ้นในห้อง

2. ขณะทำความสะอาดภายในห้องด้วยการเช็ดเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ หรือการถูพื้น ต้องบิดผ้าที่ใช้ถูให้หมาดที่สุดก่อน จากนั้นใช้ผ้าแห้งเช็ดทำความสะอาดซ้ำอีกทีหนึ่ง มิเช่นนั้นความชื้นจากการถูกพื้นก็จะกลายเป็นต้นตอสาเหตุของการเกิดราขึ้นได้อีก

3. ใช้น้ำยาล้างจานผสมน้ำให้มีความเข้มข้นพอประมาณ จากนั้นใช้แรงชุบน้ำยาที่ผสมไว้ขัดเบาๆบริเวณที่พบเชื้อราออกให้หมดทั้งในและนอกตู้เสื้อผ้า แล้วใช้ผ้าสะอาดเช็ดออกอีกรอบ

4. ผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำสะอาดใส่ลงไปในฟ๊อกกี้จากนั้นฉีดพรมลงไปในบริเวณที่พบเชื้อรา ซึ่งน้ำส้มสายชูมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ แล้วใช้ผ้าสะอาดเช็ดซ้ำอีกรอบหนึ่งเช่นเคย เพื่อป้องกันไม่ให้เฟอร์นิเจอร์บวมน้ำ

ขอบคุณข้อมูลจาก : เกร็ดความรู้.net