แนวทางแก้ไขปัญหาพื้นดาดฟ้าเป็นแอ่ง น้ำขังและรั่วซึม

ปัญหาอีกประการหนึ่งสำหรับผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านที่มีลักษณะของการออกแบบส่วนบนของตัวบ้านเป็นพื้นดาดฟ้า แทนหลังคาบ้านนั้น ก็คือการที่พื้นดาดฟ้า เกิดอาการ แตกร้าว น้ำรั่วซึม หรือมีลักษณะ เป็นแอ่ง จนทำให้เกิดอาการน้ำขังอยู่ด้านบน

วิธีการแก้ไขนั้นมีสองวิธีด้วยกัน

วิธีแรกก็คือการทำหลังคาคลุมดาดฟ้าเพื่อป้องกันน้ำฝนตกลงมาขังบนพื้นดาดฟ้าเสียเลย

ส่วนอีกวิธีหนึ่งก็คือ การปรับระดับพื้นดาดฟ้าให้หายเป็นแอ่งกระทะ โดยวิธีหลังนี้ ก่อนอื่นก็ให้ขัดล้างทำความสะอาดดาดฟ้าเสียก่อนค่ะ จากนั้นจึงใช้ปูนผสมน้ำยากันซึมเทไล่ระดับไปบนพื้นเดิมให้บางที่สุด (ไม่ควรเกิน 1 เซนติเมตร เพราะจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้ดาดฟ้ามากเกินไป) โดนเน้นการแก้ไขตรงส่วนที่เป็นแอ่งกระทะที่ทำให้เกิดอาการน้ำขัง ที่สำคัญก็คืออย่าลืมเทปูนให้มีความลาดเอียงไปยังจุดที่เป็นท่อทิ้งน้ำ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : baansanruk.blogspot.com

ความเชื่อผิดๆ ในการทำความสะอาดบ้าน

การทำความสะอาดบ้านนั้นในปัจจุบันมีวิธีและเคล็ดลับที่หลากหลายมากขึ้นทั้งนี้ก็เพื่อให้บ้านของเราสะอาดไร้สิ่งสกปรกที่สำคัญ ยังทำให้เราสามารถอยู่กับบ้านใหม่ไปได้นานๆ แต่ก็ยังมีอีกหลายวิธีในการทำความสะอาดที่เชื่อกันมาแบบผิดๆอยู่

เครื่องใช้ไฟฟ้า จอทีวีนั้น มักจะมีคราบสกปรกและฝุ่นเกาะติดอยู่จำนวนมาก และคนส่วนใหญ่ก็มักจะใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีขายอยู่ทั่วไปเช็ด โดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าวิธีนี้เสี่ยงจะทำให้หน้าจอเสียหายได้ ฉะนั้นทางที่ดีแนะนำให้ทำความสะอาดเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์จะดีกว่า เพียงแค่ขัดเบา ๆ ฝุ่นและความสกปรกก็จะหมดไปแล้วค่ะ

จาน, แก้ว และของใช้ในครัว การหยิบที่ล้างจานมาขัดถูทันที โดยไม่ได้ล้างคราบสกปรกออกด้วยน้ำเปล่าก่อน อาจทำให้คราบสกปรกที่แห้งกรังติดอยู่ หลุดออกได้ยาก อีกทั้งคราบมันและเศษอาหารก็อาจจะย้ายไปติดอยู่บนสก็อตไบร์ทจนมันเยิ้มไปกันหมด ทางที่ดีก่อนล้างจานทุกครั้ง ควรนำจานชามลงแช่น้ำก่อนสัก 5 นาทีเป็นอย่างน้อย และถ้าหากเป็นคราบแห้งกรังให้เปลี่ยนจากแช่น้ำธรรมดาเป็นน้ำอุ่น จากนั้นล้างคราบออกด้วยน้ำเปล่า จนเหลือคราบมันน้อยลง แล้วจึงค่อยหยิบสก็อตไบร์ทใส่น้ำยาล้างจาน แล้วลงมือขัดถูกันตามสบาย วิธีนี้จะช่วยให้คราบมันและสิ่งสกปรกมีความมันน้อยลงอีกเยอะเลยค่ะ

พรมและโซฟา เมื่อเกิดคราบเปื้อนกับพรมและโซฟาผ้า ทุกคนก็คงรีบจัดการกำจัดคราบเปื้อนกันอยู่แล้ว เพราะพรมและโซฟาผ้าขึ้นชื่อว่าเป็นวัสดุที่ทำความสะอาดไม่ง่ายเท่าไรนัก แต่วิธีการทำความสะอาดที่หลายคนมักจะทำกันก็คือ ใช้ผ้าหรือกระดาษซับคราบเปื้อนออก จากนั้นก็ฉีดพรมน้ำยาทำความสะอาดชนิดต่าง ๆ ลงไปโดยตรงเพื่อเช็ดออก แต่รู้ไหมว่าเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากความชื้นและคราบน้ำจะฝังตัวอยู่ในพรมและโซฟาผ้า พอนานวันเข้าก็จะเกิดเชื้อราและเชื้อโรคตามมา ดังนั้นเราจึงต้องทำความสะอาดให้ถูกต้อง ด้วยการใช้กระดาษหรือผ้าสะอาดซับคราบเปื้อนออก จากนั้นก็ฉีดพรมน้ำยาทำความสะอาดลงบนผ้าผืนใหม่ แล้วนำไปซับบริเวณคราบเปื้อนจนกว่าคราบสกปรกจะหายไป เสร็จแล้วก็นำผ้าสะอาดไปชุบน้ำเย็น บิดให้หมาดที่สุดเท่าที่จะหมาดได้ แล้วก็นำไปซับเช็ดคราบน้ำยาอีกครั้งจนสะอาด รวมถึงหมั่นนำไปตากแดดด้วยค่ะ

ม่านห้องน้ำ ม่านห้องน้ำที่สกปรก มักจะถูกถอดทิ้งอย่างไม่เหลือเยื่อใย ซึ่งจริง ๆ แล้วม่านห้องน้ำเหล่านี้สามารถใช้ต่อไปได้จนกว่าจะเปื่อยยุ่ยหมดสภาพจริง ๆ เพราะเพียงแค่ถอดแล้วนำไปซักในเครื่องซักผ้า โดยใส่ผ้าขนหนูเข้าไปซักร่วมด้วย และก็ซักตามปกติในระบบน้ำร้อน เพียงเท่านี้เชื้อราและคราบดำ ๆ ที่เคยมีก็จะหายไปแล้วค่ะ โดยไม่ต้องทิ้งไปอย่างไร้ค่า และไม่ต้องเสียเงินซื้อใหม่ให้เปลือง

กระจก  เราไม่ควรเช็ดทำความสะอาดกระจกในวันที่แดดจ้า เพราะน้ำยาที่ฉีดลงบนกระจกจะแห้งเร็วกว่าปกติ และมีโอกาสทิ้งคราบและรอยขีดข่วนบนพื้นผิวกระจกได้ อีกทั้งไม่ควรใช้กระดาษหนังสือพิมพ์เช็ดทำความสะอาดกระจกด้วย เนื่องจากกระดาษหนังสือพิมพ์อาจจะทิ้งคราบสกปรก รวมทั้งขุยไว้ แต่ควรจะทำความสะอาดกระจกในวันที่แดดค่อนข้างร่ม ด้วยการใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดฝุ่นละอองที่เกาะอยู่บนกระจกก่อน จากนั้นก็ฉีดน้ำยาเช็ดกระจก และตามด้วยใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดทำความสะอาดกระจกให้เงาวับอีกครั้ง

เสื้อผ้า หลายครั้งที่ซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้าแล้วรู้สึกว่าผ้าไม่ค่อยสะอาด หนำซ้ำบางทียังเกิดคราบขาว ๆ เปื้อนบนผ้าอีกต่างหาก ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็เกิดจากการที่เราใส่เสื้อผ้าเยอะเกินไป หรือไม่ก็ใส่น้ำยาซักผ้าและน้ำยาปรับผ้านุ่มไม่เหมาะสมกับจำนวนผ้า รวมทั้งการเทน้ำยาซักผ้าลงไปบนผ้าโดยตรงด้วย ดังนั้นต่อจากนี้ไป ก็ควรกะปริมาณผ้าให้เหมาะสมกับถังซัก และใส่ปริมาณน้ำยาซักผ้ากับน้ำยาปรับผ้านุ่มตามปริมาณที่ระบุไว้บนฉลากผลิตภัณฑ์ ถ้าผ้าเยอะก็ควรเพิ่มน้ำยาลงไปนิดหน่อย อ้อ ! อย่าลืมใส่น้ำยาซักผ้าลงในช่องที่เขากำหนดให้ด้วยนะคะ

แหล่งข้อมูล : 3mbuildingfilm

เคล็ดลับการทำความสะอาดวอลเปเปอร์

วอลเปเปอร์นั้นถือเป็นอีกทางเลือกสำหรับการตกแต่งบ้านในการเปลี่ยนผนังบ้านออกมาให้สวยอย่างเหลือเชื่อ แต่ซึ่งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าวอลเปเปอร์จะไม่เกิดสกปรกได้ หากทิ้งไว้นานก็อาจจะมีคราบซึ่งอาจเกิดจากการเสียดสี หรือบางครอบครัวที่มีเด็กน้อยอยู่ในบ้าน ก็อาจจะนำมาซึ่งความสกปรกเลอะเทอะจากความซนของเด็กๆอีกด้วยซึ่งวันนี้เราจะมีเคล็ดลับการดูแลรักษามาฝากกันค่ะ

ทำความสะอาดวอลเปเปอร์

สิ่งที่ต้องรู้เป็นอย่างแรกเพื่อจะได้ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายบนกำแพงสวยก็คือวอลเปเปอร์ที่ใช้นั้นสามารถล้างได้หรือไม่โดยมากมักจะมีฉลากติดมากับม้วนวอลเปเปอร์อยู่แล้วแต่ถ้าไม่มีก็ลองเลียบเคียงถามคนขายดูหรือไม่ก็นำมาทดสอบเองแต่ให้เลือกทดสอบเอาบริเวณที่ไม่ค่อยดึงดูดความสนใจของคนซักเท่าไหร่นัก

อย่างไรก็ตาม ให้ทดสอบเป็นจุดเล็ก ๆ ล้างด้วยน้ำยาทำความสะอาด ถ้ากระดาษเกิดอาการแพ้ยาด้วยการดูดซับน้ำหรือลวดลายออกอาการเลอะเลือน รู้ไว้ว่าวอลเปเปอร์นั้นล้างไม่ได้ อย่าไปฝืน หาทางทำความสะอาดวิธีอื่นดีกว่า แม้แต่วอลเปเปอร์ที่ประกาศตัวว่าเป็นชนิดที่ล้างได้ยังสมควรผ่านการทดสอบนี้ก่อนเลย ไม่มีอะไรเสียหายนี่ที่จะทดสอบ ดีกว่าจะมามีผลเสียหายต่อกำแพงสวย ๆ ของคุณวันหลัง

อุปกรณ์ทำความสะอาด

การทำความสะอาดวอลเปเปอร์ต้องเริ่มด้วยความมั่นใจว่าอยู่ในสภาพที่สะอาดปราศจากฝุ่นแล้ว ด้วยการดูดฝุ่นทิ้งซะหรือไม่ก็ใช้ไม้กวาดขนไก่ธรรมดา ๆ นี่แหละปัดให้เลี่ยม จากนั้นก็เลิกพรมที่ปูพื้นออกเสีย หากระดาษหนังสือพิมพ์วันเก่า ๆ ปูทับเพื่อความสะดวกในการทำงาน แต่ถ้าเป็นพรมที่ปูแบบถาวรก็ต้องสละผ้าพลาสติคสักผืน 2 ผืนมาปูไว้กันเลอะสำหรับชนิดที่ล้างได้จะมีการเคลือบพลาสติคเอาไว้ ใช้ผ้าหรือฟองน้ำชุบน้ำยาล้างผนังหมาด ๆ เช็ดเบา ๆ ที่รอยเปื้อน ทาถูทาถูจนรอยเปื้อนลบเลือนไป แต่ถ้ายังไม่ออกอีก ก็ต้องร้อนถึงผงขัดกันแล้วโรยแล้วก็ขัดจนกว่าจะออก

นอกจากนี้วอลล์เปเปอร์ในแบบล้างไม่ได้นั้นให้หาน้ำยาทำความสะอาดแบบเฉพาะมา ถามร้านที่คุณซื้อวอลเปเปอร์มาก็ได้ ไม่ก็ถามช่างที่ติดให้ดู เลือกน้ำยาที่ใช้สารที่เหมาะสมกับพื้นผิววอลเปเปอร์ของคุณด้วย ค่อย ๆ ลบรอยเปื้อนออกตามทิศทางเดียวกับการติดวอลเปเปอร์ อ้อ! อย่าลืมทดสอบน้ำยาก่อนในบริเวณที่ไม่ค่อยเป็นจุดเด่นนักเช่นหลังเฟอร์นิเจอร์ชิ้นงาม ถ้าไม่เกิดริ้วรอยใด ๆ ค่อยลงมือทำ

ส่วนรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของคราบสกปรกกันบ้างว่าจะมีวิธีกำจัดอย่างไรเช่นว่า รอยนิ้วมือ รอยด่างดำ รอยปากกา เช็ดออกเบาๆ ด้วยน้ำยาทำความสะอาดวอลเปเปอร์ โดยแบบที่ล้างได้ให้เช็ดตามด้วยฟองน้ำพอหมาด ๆ ส่วนคราบน้ำมันซับเบา ๆ ด้วยกระดาษทิชชู่ใช้หลาย ๆ แผ่นกดทับลงบนคราบนาบด้วยโลหะอุ่น ๆ กระดาษจะซับคราบออกไป ถ้ายังไม่หมดให้ใช้น้ำยาทำความสะอาด

รอยสีขี้ผึ้งที่จับตัวกันหนาให้ขูดออกแล้วทำวิธีเดียวกับคราบน้ำมัน สำหรับชนิดที่ล้างไม่ได้ก็ให้เช็ดด้วยน้ำยาทำความสะอาดหรือจะใช้ผ้าชุบแอลกอฮอล์แล้วเช็ดก็ได้แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นจุดเล็ก ๆ เพราะแอลกอฮอล์อาจจะทำปฏิกิริยากับผิวหน้าวอลเปเปอร์ได้ แต่ถ้าจะแก้กันที่ต้นเหตุก็คืออย่าปล่อยให้เด็ก ๆ เขียนตามผนัง (ที่มีวอลเปเปอร์) เล่น หากระดาษไว้ให้เค้าสร้างจินตนาการแทนดีกว่าเสน่ห์ของบ้านคือความสะอาดโดยเฉพาะสิ่งที่มองเห็นได้ง่ายที่สุดเช่นกำแพง อย่าให้รอยเลอะเทอะเปรอะเปื้อนแม้เพียงจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ มาทำลายสเน่ห์ของบ้านทั้งหลังเลยนะ เห็นว่าการทำความสะอาดนั้นไม่ได้ยากเกินลงมือเลยค่ะ

แหล่งข้อมูล : 3mbuildingfilm

8วิธีง่ายๆ การประหยัดไฟในคอนโด

สำหรับเศรษฐกิจแบบนี้ทำให้มนุษย์เงินเดือน มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เช่น ค่าผ่อนคอนโด ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ผ่อนประกัน เป็นต้น ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายกันมากขึ้น วันนี้เราจึงนำ “ทริค 8 วิธีการประหยัดไฟในคอนโด” มาฝากกัน

1.ปรับอุณหภูมิแอร์ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ ช่วงฤดูร้อนเป็นช่วงที่สภาพอากาศร้อนระอุเป็นอย่างมาก ทำคนส่วนใหญ่เปิดแอร์ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศา และเป็นช่วงที่ค่าไฟพุ่งปรี๊ดเพราะสภาพอากาศที่มันร้อนมากๆนั้นเอง วิธีแก้ คือ การปรับอุณหภูมิให้อยู่ในระดับ 25 องศา และ ปรับสภาพร่างกายเราให้ชินกับอากาศภายในห้อง หรือ การไปเที่ยวตามห้างและสถานที่ต่างๆก็เป็นการประหยัดค่าไฟไปในตัวอีกด้วย

2.ลดการใช้แอร์มากจนเกินไป ในช่วงฤดูหนาว และ ฤดูฝน อากาศจะดีมากๆ เราสามารถจะเปิดหน้าต่างและพัดลม ก็ทำให้อากาศในห้องนั้นเย็นสบายโดยที่ไม่ต้องเปิดแอร์ตลอดเวลา ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ประหยัดค่าไฟกันเลย

3.ปิดก๊อกน้ำเมื่อไม่ใช้ เวลาที่เรายืนแปรงฟัน หรือ ยืนล้างจาน เป็นเวลาที่ใครหลายๆคนลืมปิดน้ำ ทำให้ค่าน้ำแพงขึ้น นอกจากนี้ยังเปิดน้ำไหลทิ้งผ่านร่างกายเวลาที่อาบน้ำอุ่นๆอีกด้วย ถึงแม้ว่าน้ำอุ่นจะทำให้ผ่อนคลายแต่ทำให้ค่าไฟ และค่าน้ำแพงขึ้น ถ้าวันไหนอากาศไม่ได้หนาว หรือ ร้อนจนเกินไปควรอาบน้ำในอุณหภูมิห้องจะดีกว่า เพราะทำให้เสียค่าไฟถูกลง และยังช่วยให้ผิวไม่แห้งอีกด้วย
4.ถอดปลั๊กไฟเมื่อไม่ใช้งาน ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นแล้วแต่ถ้าเราเสียบปลั๊กคาไว้ก็ทำให้เราเสียค่าไฟ 0.002 กิโลวัตต์/ ชั่วโมง นอกจากนี้การเสียบปลั๊กคาไว้ยังทำให้เราเปลืองไฟโดยใช่เหตุ แถมอายุการใช้งานของเราท์เตอร์จะสั้นลงด้วย ในทางกลับกันถ้าถอดปลั๊กทุกครั้งหลังใช้งานเสร็จ ตัวเราท์เตอร์จะรีบูทตัวเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้

5.การใช้ฟังชั่นตั้งเวลาปิด-เปิดแอร์ การตั้งเวลาเปิด-ปิดของแอร์ในช่วงตื่นนอนก่อนสัก 1-2 ชั่วโมง จะช่วยให้คุณประหยัดค่าไฟได้มากขึ้น เพราะ อุณหภูมิห้องยังเย็นอยู่และป้องยังกันการลืมปิดแอร์อีกด้วย
6.ล้างแอร์บ่อยๆช่วยเซฟค่าใช้จ่าย แอร์มักจะมีฝุ่นผงและสิ่งสกปรกไปติดแผงด้านในทำให้แอร์ทำความเย็นน้อยลง และอายุการใช้งานแอร์ไม่ได้นานอีกด้วย ทางที่ดีเราควรหมั่นทำล้านแอร์ทุกๆ 3-6 เดือน แต่สำหรับแอร์ที่ติดตั้งในบริเวณที่มีการรับประทานอาหาร หรือมีการปิด-เปิดของประตูตลอดเวลา ควรเพิ่มระยะความถี่ในการล้างแอร์ เป็นทุกๆ 2-3 เดือน แทน

7.การใช้หลอดไฟประหยัดพลังงาน หลอดไฟมีการทำออกมาหลายรูปแบบทั้งแบบธรรมดา กับแบบฟลูออร์เรสเซ้นส์ ที่ให้ความสว่างเท่ากันแต่ราคาสูงกว่าเพราะเป็นหลอดไฟที่ประหยัดพลังงาน ประหยัดค่าไฟได้อีกด้วย ถึงแม้ว่าราคาจะแพงกว่าแต่ประสิทธิภาพในการใช้งานคุ้มกว่าแน่นอน
8.หาทำเลการติดแอร์ที่เหมาะสม และสามารถระบายอากาศได้ดี บริเวณที่ติดตั้งแอร์สามารถกระจายลมได้ทั่วถึงทั้งห้อง ไม่มีสิ่งกีดขวาง และไม่ควรติดตั้งในมุมอับ นอกจากนี้ควรคำนึงในเรื่องของทิศทางแดดที่ส่องมายังห้อง เนื่องจากส่งผลต่อการทำงานของแอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าติดชิดผนังที่รับแดดจัด หรือทิศตะวันตก เพราะจะทำให้แอร์ทำงานหนัก ส่งผลเสียให้แอร์พังง่าย และกระจายความเย็นได้ไม่เต็มที่ แถมยังกินไฟอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายวิธีที่ทำให้ประหยัดเงินในกระเป๋า เช่น การรู้จักใช้น้ำอย่างประหยัด การปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน การถอดปลั๊กไฟเมื่อใช้งานแล้ว และอื่นๆอีกมากมาย

3 เคล็ดลับ ขจัดคราบหินปูน ในห้องน้ำ

ห้องน้ำถือได้ว่าเป็นห้องที่เราต้องใช้งานกันอยู่ทุกวัน ฉะนั้นคราบต่างๆ ย่อมเกิดขึ้นได้เป็นเรื่องธรรมดา อย่างเช่น คราบหินปูนที่ชอบเกาะอยู่ตามบริเวณต่างๆ ทั้งพื้น

1.เบกกิ้งโซดาและน้ำมะนาว วิธีก็ง่ายๆ แค่นำมะนาวมาบีบน้ำ ราดไปในบริเวณที่เป็นคราบ และนำเบกกิ้งโซดาโรยทับอีกครั้ง ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างทำความสะอาดออก

2.น้ำส้มสายชู นำมาราดบริเวณที่เป็นคราบ หากเป็นบริเวณผนังห้องน้ำอาจจะหาผ้ามาชุบน้ำส้มสายชูแล้วถูให้ทั่ว แต่หากเป็นที่พื้นก็ราดให้ทั่วบริเวณ ทิ้งไว้สักครึ่งวัน แล้วขัดออกพร้อมทำความสะอาด

3.น้ำยาล้างห้องน้ำ นำมาผสมกับน้ำเปล่าตามอัตราส่วนข้างขวด หาฟองน้ำเตรียมไว้ นำมาชุบแล้วเช็คตรงบริเวณที่เป็นคราบ หลังจากนั้นรอเวลาสักครู่และขัดออก แต่อย่างไรก็ต้องไม่ลืมการป้องกันทั้ง ถุงมือยาง รองเท้าบูท ผ้าปิดจมูก ฯลฯ เพื่อความปลอดภัย

ห้องน้ำถือได้ว่าเป็นห้องที่สำคัญ ฉะนั้นควรหมั่นดูแลทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ ให้ห้องน้ำของเรานั้นสะอาดและน่าใช้งานอยู่เสมอ

 

แหล่งข้อมูล : decor.mthai.com