การซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วม

หลังน้ำท่วม ผ่านไปนอกจากการซ่อมแซมพื้นบ้านแล้ว ผนังบ้าน ก็เป็นอีกจุดหนึ่งซึ่งเราจะต้องมาดูแลให้กลับคืนสู่สภาพปกติ เนื่องจากวัสดุต่าง ๆ ที่ใช้ทำผนังบ้าน เมื่อถูกน้ำท่วมนาน ๆ ก็จะเกิดความเสียหายแน่นอนไม่มากก็น้อย วิธีการดูแลแก้ไขผนังบ้านหลังน้ำท่วมมีดังนี้

1.ถ้าเป็นผนังไม้ ก็ไม่ต้องทำอะไรมากค่ะ เช็ดทำความสะอาด แล้วปล่อยให้แห้ง เพื่อให้ผิวสามารถระเหยความชื้นได้ง่ายก็เพียงพอแล้ว เมื่อแห้งดีแล้วก็ค่อยใช้น้ำยารักษาเนื้อไม้ชโลมที่ผิว หรือทาสีต่อไป วิธีที่ดีควรทาสีด้านในบ้านก่อน ทิ้งไว้ 5-6 เดือน จึงทาสีด้านนอกนะ

2.ถ้าเป็นผนังก่ออิฐฉาบปูน ก็ใช้วิธีเดียวกับผนังไม้ค่ะ แต่ต้องทิ้งให้ระเหยความชื้นนานกว่าผนังไม้ เพราะการระบายความชื้นของผนังก่ออิฐนั้นยากกว่า

3.ถ้าเป็นผนังยิบซั่มบอร์ด ก็เลาะเอาแผ่นที่เสียออก ถ้าโครงเคร่าเป็นโลหะก็สามารถติดแผ่นใหม่ได้เลย แต่ถ้าโครงเคร่าเป็นไม้ ต้องทิ้งไว้ให้ความชื้นในไม้ระเหยหมดก่อน จึงจะบุแผ่นใหม่ได้

4.ผนังที่ทำด้วยโลหะ หรือผนังที่ทำด้วยกระจก เวลาน้ำท่วมคงจะไม่เป็นอะไรมากค่ะ แต่เมื่อน้ำลดลงแล้วก็ควรตรวจสอบตามซอกตามรอยต่อว่ายังมีน้ำหรือเศษขี้ผงฝังในอยู่หรือไม่ หากมีก็ทำความสะอาดเสีย

5.หากบ้านของคุณปูด้วยวอลล์เปเปอร์ ซึ่งวอลเปเปอร์นี้มีลักษณะคล้ายสี ถ้าโดนความชื้นมาก ๆ จะหลุดลอกหรือร่อน เมื่อน้ำลดลง ควรแก้ไขโดยการลอกออกให้หมด เพื่อให้น้ำในผนังที่ชื้นสามารถระเหยออกมาได้ จากนั้นรอให้ผนังแห้งจริงๆ (ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 อาทิตย์) แล้วจึงปิดวอลล์เปเปอร์ทับลงไป อาจจะปิดเองถ้าทำได้ หรือตามช่างมาก็ได้ ถ้าส่วนไหนไม่หลุดร่อน แต่ขึ้นราหรือเป็นคราบเช็ดไม่ออก ก็สามารถเปลี่ยนแผ่นใหม่ โดยเลือกให้มีลวดลายเหมือนเดิม ก็จะได้ผนังสวยงามเหมือนก่อนน้ำท่วมค่ะ

ขอบคุณที่มา : หนังสือ 108 วิธีปรับปรุง-ซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเอง,baansanruk.blogspot.com

เคล็ดลับการดูแลห้องน้ำ

ห้องน้ำของคุณสะอาดแล้วหรือ? คุณควรคิดทบทวนอีกรอบ ห้องน้ำของคุณอาจดูสะอาดขึ้นมากว่าเดิมก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคราบสกปรกและเชื้อโรคทั้งหลายจะทุกกำจัดไปอย่างหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบนพื้นห้องน้ำ โถส้วม หรือก๊อกน้ำและอ่างล้างหน้า

การเลือกน้ำยาล้างห้องน้ำ

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีสารเคมีเจือปนที่คุณใช้อยู่นั้นจะมีอันตราย และอยากหาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีความปลอดภัยมากกว่า แต่สูตรน้ำยาล้างห้องน้ำที่มีส่วนผสมของสารเคมีที่น้อยกว่าอาจไม่สามารถมอบประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้ดีมากนัก และนั่นหมายความว่าห้องน้ำของคุณอาจยังมีสิ่งสกปรกและเชื้อโรคต่างๆหลงเหลืออยู่ แต่คุณสามาถใช้น้ำยาล้างห้องน้ำที่สามารถให้คุณสมบัติได้ทั้งปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการกำจัดคราบสกปรก เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของ acidic (กรดซึ่งมีฤทธ์กัดกร่อนสูง) ที่จะช่วยลดความเสี่ยงทำให้ผิวระคายเคืองและกัดกร่อนทำลายห้องน้ำของคุณทำให้เกิดความเสียหาย

ทำความสะอาดโถส้วมด้วยน้ำยาล้างห้องน้ำ

การล้างห้องน้ำอาจไม่ใช่การทำความสะอาดที่คุณชอบมากนัก แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่า การล้างห้องน้ำนั้นสามารถทำได้ง่ายที่สุดหากเปรียบเทียบกับการทำความสะอาดสถานที่อื่นๆ หากคุณคิดว่าการทำความสะอาดห้องน้ำเป็นเรื่องที่ยากและเสียเวลา นั่นอาจเป็นเพราะคุณอาจล้างห้องน้ำผิดวิธี และปัญหาส่วนใหญ่ในการล้างห้องน้ำ คือน้ำยาล้างห้องน้ำที่เจือจาง เหลวเหมือน้ำ และไม่มีความเข้มข้นมากพอ คุณจึงควรเลือกน้ำยาล้างห้องน้ำและโถส้วมอย่าง วิม ที่มีประสิทธิภาพช่วยทำความสะอาดสำหรับการใช้น้ำยาล้างห้องน้ำให้ดียิ่งขึ้น คุณควรอ่านฉลากการใช้ผลิตภัณฑ์และใส่ถุงมือยางทุกครั้งก่อนใช้

การทำความสะอาดห้องน้ำให้สะอาดหมดจด – พื้นห้องน้ำ อ่างอาบน้ำ และอ่างล้างหน้า

การทำความสะอาดห้องน้ำของคุณอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็น พื้นห้องน้ำ อ่างอาบน้ำ และอ่างล้างหน้านั้นสามารถทำได้ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดห้องน้ำเพียงขวดเดียว! โดยทำตามวิธีทางด้านล่างนี้

  • ทำตามคำแนะนำบนฉลากของผลิตภัณฑ์ในการผสมผลิตภัณฑ์กับน้ำสะอาด

บริเวณพื้นห้องน้ำ อ่างอาบน้ำ อ่างล้างหน้าจะไม่สกปรกเท่าโถส้วม คุณจึงไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาล้างห้องน้ำโดยตรงกับพื้นผิวเหล่านี้ การทำให้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเจือจางลงยังจะช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของคุณ ช่วยคุณประหยัดค่าใช้จ่าย แต่สามารถคืนความสะอาดให้กับห้องน้ำของคุณได้อย่างมีประสิทธภาพ

  • ใช้ไม้ถูพื้นในการถูพื้นและผ้าสะอาดในการทำความสะอาดอ่างอาบน้ำและอ่างล้างหน้า เทน้ำยาล้างห้องน้ำที่ผ่านการผสมแล้วลงบนบริเวณที่สกปรกมากและขัดจนกว่าคราบสกปรกจะหลุดออก คุณไม่จำเป็นต้องแช่น้ำยาล้างห้องน้ำไว้บนพื้นผิวเหล่านั้น น้ำยาล้างห้องน้ำจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในทันที ช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาในการทำความสะอาด
  • เปลี่ยนน้ำและอุปกรณ์ในการเช็ดทำความสะอาดในการเช็ดล้างสิ่งสกปรกและพยายามล้างน้ำยาล้างห้องน้ำที่หลงเหลืออยู่ออกให้หมดเท่าที่จะทำได้ คุณสามารถเพิ่มความเปล่งประกายของห้องน้ำได้ด้วยการใช้ฟองน้ำขัดอีกรอบหนึ่ง จากนั้นปล่อยให้แห้งตามธรรมชาติ

เมื่อคุณใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดห้องน้ำ อย่าลืมว่า คุณจำเป็นต้องใส่ถุงมือยางการใส่ถุงมือยางยังสามารถช่วยป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ไม่ให้สัมผัสกับผิวของคุณโดยตรงในระหว่างการทำความสะอาด คุณควรเปิดหน้าต่างห้องน้ำในระหว่างการทำความสะอาด เพื่อช่วยระบายกลิ่นที่ไม่พึ่งประสงค์และช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับห้องน้ำของคุณ

ขั้นตอนสำคัญ

  1. ใส่ถุงมือยางทุกครั้งและเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เมื่อคุณใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในการล้างห้องน้ำ
  2. น้ำยาล้างห้องน้ำสามารถใช้ได้กับโถส้วมโดยตรง แต่หากคุณต้องการที่จะใช้ในการถูพื้นห้องน้ำ คุณควรผสมกับน้ำก่อนนำมาใช้
  3. คุณควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับการล้างห้องน้ำที่มีประสิทธิภาพดีเยี่ยม

 

ประโยชน์ของเบกกิ้งโซดาที่ควรรู้

เบกกิ้งโซดา ชื่อนี้หลายๆท่านคงจะคุ้นเคยกับชื่อนี้และหลายๆท่านคงจะไม่รู้จักมันเลย เบกกิ้งโซดาคืออะไร  เบกกิ้งโซดามีลักษณะเป็นผงผลึกสีขาว สามารถนำไปทำประโยชน์ได้หลายอย่าง โดยหลายท่านอาจจะกำลังสงสัยว่าเจ้าผงเบกกิ้งโซดาเหมือนกับผงฟู หรือเป็นผงชนิดเดียวกันรึเปล่า เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า โซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium Bicarbonate) หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า โซดาทำขนม โดยเบกกิ้งโซดานั้นเป็นเพียงส่วนประกอบที่อยู่ในผงฟู ไม่ใช่ผงฟู มีลักษณะเป็นผลึกสีขาว มีรสเค็มคล้ายโซเดียมคาร์บอเนต  มาทำความรู้จักกับ เบกกิ้งโซดา ให้มากขึ้นว่าผงชนิดนี้มีประโยชน์อย่างไรบ้าง

1.หากมีอาการเจ็บคอ ให้ผสมเบกกิ้งโซดาครึ่งช้อนชาลงในน้ำเปล่า แล้วนำมาใช้กลั้วคอทุก ๆ 4 ชั่วโมง ก็จะช่วยลดอาการเจ็บคอที่เกิดจากกรดได้

2.ใช้รักษาแผลในช่องปาก ให้ใช้เบกกิ้งโซดาครึ่งช้อนชาผสมลงในน้ำเปล่า แล้วนำมาใช้กลั้วคอทุก ๆ 4 ชั่วโมง

3.ช่วยทำให้เรอ ด้วยการใช้ผงฟูนำมาผสมกับน้ำดื่ม จะช่วยทำให้เรอและแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อได้

4.โซเดียมไบคาร์บอเนตสามารถนำมารับประทานเพื่อช่วยในการลดกรดในกระเพาะอาหารได้

5.โซเดียมไบคาร์บอเนตในรูปแบบของยาเม็ด (Sodium bicarbonate tablet) หรือ โซดามินท์ (Sodamint) จะมีสรรพคุณเป็นยาลดกรด ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ภาวะอาหารไม่ย่อย รักษาภาวะกรดจากกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย (Metabolic acidosis) ช่วยปรับปัสสาวะให้มีสภาวะเป็นด่าง (Urinary alkalinization) ใช้ควบคุมสภาวะความเป็นกรดในเลือดของผู้ป่วยโรคไต เป็นต้น

6.ช่วยบรรเทาอาการของลมพิษ ด้วยการใช้ผงเบกกิ้งโซดานำมาผสมกับน้ำ 2-3 หยด (พอให้ได้เป็นแป้งเปียก) แล้วนำมาใช้ทาบริเวณที่เป็นผื่นเพื่อช่วยลดอาการระคายเคืองและแก้อาการคัน

7.หากถูกแมลงกัดต่อย ก็ให้ใช้เบกกิ้งโวดาผสมกับน้ำ แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็น ก็จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้

8.ใช้บรรเทาอาการผิวไหม้แดด ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดาผสมลงในน้ำอุ่นสำหรับอาบ แล้วนำมาอาบก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนที่เกิดจากผิวไหม้แดดได้

9.หากเป็นฮ่องกงฟุต (อาการคันตามง่ามเท้าเพราะติดเชื้อรา) ให้ใช้เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมกับน้ำให้พอเหนียว แล้วนำมาทาที่เท้า หลังจากนั้นให้ล้างเท้าและเช็ดให้แห้ง แล้วปิดท้ายด้วยการนำแป้งข้าวโพดมาทาบริเวณที่คันอีกครั้งหนึ่ง จะช่วยลดอาการคันและอาการแสบร้อนตามง่ามนิ้วเท้าได้

10.ช่วยทำให้ผิวเนียนใส ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดาผสมกับน้ำข้าวโอ๊ต นมสด และน้ำผึ้งนำมาขัดเบา ๆ เพื่อผิวที่สะอาดใสขึ้น (จะขัดส่วนไหน ส่วนนั้นต้องเปียกน้ำก่อน ส่วนไหนบอบบางก็ให้ขัดเบา ๆ และให้ทำเป็นประจำนะครับ แต่ไม่ต้องถึงขนาดต้องทำทุกวันนะครับ))

11.ใช้ทำสครับขัดหน้าได้ดี สูตรแรกให้ใช้เบกกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ, ข้าวโอ๊ต 1 ช้อนโต๊ะ, และน้ำสด 2 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมรวมกันใช้ขัดผิวหน้าเบา ๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าเย็น ๆ จะช่วยทำให้หน้าใสได้ ส่วนสูตรที่ 2 ให้ใช้เบกกิ้งโซดา 3 ส่วน ผสมกับน้ำเปล่า 1 ส่วน โดยผสมกันให้ได้เปียก ๆ แล้วนำมาขัดผิวหน้าเบา ๆ จนสะอาด

12.ใช้ทำสครับขัดผิว ให้ใช้เบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย, เกลือ 1/2 ถ้วย, น้ำมันทาผิว 2 ช้อนโต๊ะ, และมะนาว 1 ลูก แล้วนำมาผสมกัน ใช้ขัดผิวในระหว่างอาบน้ำ

13.ใช้ผลัดเซลล์ผิวใหม่ให้สดใสมากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดา 3 ส่วน และน้ำ 1 ส่วน นำมาผสมกันใช้เช็ดถูบริเวณที่ต้องการ แล้วค่อยล้างออก

14.มีบางท่านใช้เบกกิ้งโซดาเพื่อกำจัดสิวเสี้ยน โดยใช้เบกกิ้งโซดาผสมกับน้ำแล้วเอามาขัดเบา ๆ ที่จมูกไปเรื่อย ๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยทำให้สิวเสี้ยนจางลงได้

15.ใช้ทำน้ำยาระงับกลิ่นปาก สูตรแรกให้ใช้เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่น 1 ถ้วย แล้วนำมาใช้บ้วนปากจะช่วยดับกลิ่นปากได้ ส่วนสูตรที่สองให้ใช้เบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนโต๊ะ ผสมในน้ำ 1 แก้ว จะช่วยดับกลิ่นกระเทียมได้ แต่ถ้าใช้เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 1 แก้ว และผสมกับเกลือ 1 ช้อนโต๊ะก็ใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากได้เช่นกัน

ข้อควรระวังในการใช้เบกกิ้งโซดา

เนื่องจากเบกกิ้งโซดานั้นเป็นสารเคมีที่เอาไว้ใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ รวมไปถึงการทำอาหารด้วย เพราะเบกกิ้งโซดามักเป็นส่วนผสมหนึ่งในการทำเค้ก หรือคุ้กกี้บางสูตรเพื่อให้เกิดความฟู นุ่ม น่ารับประทาน แต่ขอเตือนเอาไว้เลยว่าควรใส่แต่เพียงเล็กน้อย เพื่อให้เจ้าผงชนิดนี้เข้าไปทำปฏิกิริยากับส่วนผสมอื่นๆ เพียงเท่านั้น หากใส่มากจนเกินไปจะทำให้มีรสชาติของสารเคมี ขนมดูไม่อร่อย หรือหากนำผงเบกกิ้งโซดาไปใช้ล้างสารเคมีในผักและผลไม้ก็ไม่ควรใช้เยอะจนเกินไป เพราะเบกกิ้งโซดาจะเข้าไปกัดผิวของผักและผลไม้ หากใส่มากเกินไปสารเคมีเหล่านี้ก็จะแทรกซึมลงไปเนื้อ เมื่อนำมาปรุงอาหาร หรือรับประทานเปล่าก็จะมีรสชาติที่ไม่อร่อย อีกทั้งหากรับประทานเข้าไปมากๆ ก็อาจสะสมในร่างกายโดยที่เราไม่รู้ตัว

ขจัดคราบไขมันด้วยตำลึง

ตำลึง เป็นไม้เถาล้มลุก เลื้อยพันโดยมีรากเกาะ เถามีสีเขียวอมขาวในตำลึงมีวิตามินเอในปริมาณสูงมาก รู้กันดีว่าตำลึงมีสรรพคุณช่วยบำรุงสายตา กินตำลึงแล้วทำให้ตาสวย ผิวเต่งตึง มีวิตามินบีรวมที่ช่วยบำรุงสมอง ประสาท กล้ามเนื้อ วิตามินซีที่ช่วยป้องกันไข้หวัด แก้อาการเลือดออกตามไรฟัน มีโปรตีนช่วยให้พลังงาน มีไฟเบอร์ (กากใยอาหาร) ที่ช่วยในการขับถ่าย ธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงเลือด แคลเซียม ฟอสฟอรัส ที่ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง

นอกจากสารพัดประโยชน์ทางสายตาแล้ว ตำลึงยังสามารถนำมาขจัดคราบไขมันภายในบ้านได้อีกด้วย

เริ่มต้นด้วยการเด็ดใบตำลึงแก่ๆ สักกำมือแน่นๆ แล้วนำมาปั่นหรือบดให้ละเอียดแล้วก็ผสมน้ำนิดหน่อย แล้วเทราดบริเวณที่เปื้อนทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมงแล้วก็ใช้ผ้าหรือฟองน้ำเช็ดออก บริเวณที่เป็นคราบไหม้แห้งกรังก็ใช้แปรงสีฟันถูเบาๆ ก็ออก

วิธีกำจัดราในตู้เสื้อผ้า

1. กำจัดปัญหาที่ต้นตอของสาเหตุ คือ พยายามเปิดประตูและหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทสะดวก รวมถึงให้แสงแดดสามารถส่องเข้ามาในห้องได้ เพื่อไม่ให้เกิดความอับชื้นขึ้นในห้อง

2. ขณะทำความสะอาดภายในห้องด้วยการเช็ดเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ หรือการถูพื้น ต้องบิดผ้าที่ใช้ถูให้หมาดที่สุดก่อน จากนั้นใช้ผ้าแห้งเช็ดทำความสะอาดซ้ำอีกทีหนึ่ง มิเช่นนั้นความชื้นจากการถูกพื้นก็จะกลายเป็นต้นตอสาเหตุของการเกิดราขึ้นได้อีก

3. ใช้น้ำยาล้างจานผสมน้ำให้มีความเข้มข้นพอประมาณ จากนั้นใช้แรงชุบน้ำยาที่ผสมไว้ขัดเบาๆบริเวณที่พบเชื้อราออกให้หมดทั้งในและนอกตู้เสื้อผ้า แล้วใช้ผ้าสะอาดเช็ดออกอีกรอบ

4. ผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำสะอาดใส่ลงไปในฟ๊อกกี้จากนั้นฉีดพรมลงไปในบริเวณที่พบเชื้อรา ซึ่งน้ำส้มสายชูมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ แล้วใช้ผ้าสะอาดเช็ดซ้ำอีกรอบหนึ่งเช่นเคย เพื่อป้องกันไม่ให้เฟอร์นิเจอร์บวมน้ำ

ขอบคุณข้อมูลจาก : เกร็ดความรู้.net

เคล็บลับง่ายๆ ทำความสะอาดประตูบ้านให้สวยวิ้ง

ประตูไม้ = เอาผ้าชุบน้ำยา แล้วขัดให้ทั่วประตู ซึ่งน้ำยานี้ จะช่วยให้ประตูไม้มีความเงางามเหมือนใหม่ อีกทั้งยังสามารถช่วยป้องกันไม่ให้ประตูเกิดเชื้อราได้อีกด้วยในส่วนของ ลูกบิดประตูนั้น ก็ให้ใช้ผ้าสะอาดชุบแอลกอฮอล์เช็ดให้ทั่ว เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว

ประตู PVC = โดยการใช้แอลกอฮอล์ที่ใช้สำหรับล้างแผลหรือน้ำมันก๊าดใส่ขวดสเปรย์ที่ไม่ใช้แล้ว ฉีดพ่นบริเวณคราบรอยดำ หรือสิ่งสกปรกที่เกาะอยู่ เสร็จแล้วทิ้งเอาไว้ประมาณ 5 นาที พอได้เวลาแล้ว ก็เอาผ้าแห้งขัดรอยออก คราบรอยดำต่างๆ ก็จะจางหายไปได้มากเลยทีเดียว อีกวิธีหนึ่งคือ การใช้น้ำยาทำความสะอาดเอนกประสงค์ ที่หาซื้อได้ง่าย ตาม ร้านสะดวกซื้อทั่วไป นำมาเช็ดทำความสะอาดก็ได้ผลดี หรือถ้าหากเห็นว่า มีเชื้อราเกาะอยู่ที่ประตู ก็ใช้น้ำยาสำหรับฆ่าเชื้อราเช็ดอีกทีก็ได้

6 จุด ที่ห้ามใช้ “น้ำส้มสายชู” ทำความสะอาด

1.เคาน์เตอร์ที่ทำจากหินแกรนิตและหินอ่อน กรดในน้ำส้มสายชูสามารถกัดกร่อนหินตามธรรมชาติได้ ดังนั้นเวลาจะทำความสะอาดเคาน์เตอร์ห้องครัว ห้องน้ำที่เป็นหินแกรนิตหรือหินอ่อนให้ใช้ผงซักฟอกผสมน้ำอุ่นแทน

2.พื้นกระเบื้องที่ทำจากหิน เหตุผลก็เช่นเดียวกับเคาน์เตอร์หินแกรนิตและหินอ่อน เพราะกรดจะกัดกร่อนหินออกไป ดังนั้นควรใช้สบู่ที่ใช้ทำความสะอาดหินโดยเฉพาะ หรือจะใช้น้ำยาล้างจานผสมกับน้ำและทำความสะอาดแทนก็ได้

3.คราบไข่ ถ้าคุณทำไข่หกลงบนพื้น ห้ามนำน้ำส้มสายชูไปเช็ดทำความสะอาดเพราะมันจะยิ่งทำให้คราบไข่เกาะตัวและแข็งตัว ทำความสะอาดได้ยากยิ่งขึ้น

4.เตารีด น้ำส้มสายชูสามารถทำลายส่วนภายในของเตารีดได้ ดังนั้นจึงห้ามเทน้ำส้มสายชูลงไปโดยตรงและทำความสะอาด เพื่อให้เตารีดสะอาดหลังการใช้ควรทำความสะอาดมันตามคำแนะนำจากคู่มือการใช้งาน

5.พื้นไม้เนื้อแข็ง บางคนบอกว่าน้ำส้มสายชูทำให้พื้นบ้านไม้สะอาด แต่เราอยากแนะนำว่าให้ใช้น้ำยาสำหรับทำความสะอาดพื้นไม้โดยเฉพาะจะเหมาะสมกว่า แต่ถ้าคุณอยากจะใช้น้ำส้มสายชูจริงๆ ควรเจือจางน้ำส้มสายชูด้วยน้ำก่อน แล้วลองทดสอบกับจุดที่ไม่เด่นนัก

6.คราบฝังแน่น จุดด่าง คราบสกปรกและรอยเปื้อนประเภทหมึก คราบเลือดก็ไม่สามารถใช้น้ำส้มสายชูทำความสะอาดได้ ดังนั้นคุณอาจใช้น้ำยาสำหรับทำความสะอาดคราบเหล่านี้โดยตรง โดยเฉพาะผงซักฟอกที่มีเอ็นไซม์

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : popularmechanics และ sanook

ขอบคุณรูปภาพจาก :  mheemhee.com

การดูแลพื้นบ้าน

เคล็ดลับในการทำความสะอาดพื้นอย่างถูกวิธี เพื่อให้พื้นบ้านสวยและคงทนยิ่งขึ้น จะมีอะไรบ้างลองมาดูกันเลย

หลังขัดพื้นนำแผ่นผ้าสักหลาดที่ใช้ขัดพื้นไปวางซ้อนระหว่างกระดาษหนังสือพิมพ์ แล้วใช้เตารีดนาบลงไป เพื่อดูดซับความเหนียวจากแว็กซ์ขัดพื้นก่อน ซึ่งวิธีนี้สามารถใช้ขจัดคราบเหนียวจากแผ่นรองขาเฟอร์นิเจอร์ได้ด้ว

พื้นโรงรถ จัดการกับคราบน้ำมันที่หยดอยู่บนพื้นได้ด้วยการใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ปูทับลงบนคราบนั้น จากนั้นราดน้ำให้กระดาษหนังสือพิมพ์ชื้นแล้วกดลงบนพื้นให้แน่น ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วนำกระดาษหนังสือพิมพ์ออก

ขัดพื้นเร็วทันใจ คุณคงเบื่อที่ต้องก้ม ๆ เงย ๆ เวลาขัดพื้นแล้วใช่ไหม ลองใช้กระดาษไขสำหรับขัดเงาแซมไปกับผ้าถูพื้น ซึ่งจะทำให้ฝุ่นติดกับผ้าถูพื้นง่ายขึ้น และกระดาษไขก็จะทำหน้าที่ขัดพื้นไปพร้อม ๆ กันด้วย

ป้องกันพื้นเป็นรอย เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ที่มีน้ำหนักมากจนต้องใช้วิธีเลื่อนแทนการยกนั้นอาจทำให้พื้นเป็นรอยได้ ลองใช้ถุงเท้าเก่า ๆ หุ้มขาเฟอร์นิเจอร์เอาไว้ก่อนจะเคลื่อนย้ายสิ จะได้ช่วยป้องกันได้

9 จุดในบ้านที่มักเป็นแหล่งสะสมโรค

การทำความสะอาดบ้านในจุดใหญ่ๆ ช่วยให้บ้านของเราดูสะอาด เรียบร้อย น่ามอง แต่ความจริงยังมีจุดสกปรกเล็กๆ ที่ถูกมองข้ามจนเกิดเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคในที่สุด โดยเฉพาะฝุ่น ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ ดังนั้นมาดูกันว่าจุดเหล่านี้มีที่ไหนบ้าง

1.สวิตช์ไฟ

การที่เราสัมผัสกับสวิตช์ไฟหลายๆ ครั้งโดยไม่เคยทำความสะอาด ทำให้กลายเป็นจุดที่มีเชื้อโรคสะสมอยู่เพียบ เพียงแต่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าจากการศึกษาในประเทศอังกฤษพบว่า บนสวิตช์ไฟมีเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคท้องร่วงมากถึง 217 ตัวต่อตารางนิ้ว โดยเฉพาะสวิตช์ไฟห้องน้ำนั้นมีเชื้อโรคอาศัยอยู่มากกว่าหลายเท่าตัว ทำให้เป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคไปสู่บุคคลอื่นๆ จากการสัมผัสอีกด้วย ซึ่งเราสามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้โดยฉีดแอลกอฮอล์ลงบนผ้า แล้วนำไปเช็ดสวิตช์ไฟให้ทั่ว ก่อนจะนำผ้าแห้งมาเช็ดซ้ำอีกรอบ เท่านี้ก็ช่วยให้สวิตช์ไฟปราศจากเชื้อแบคทีเรียและสิ่งสกปรก

2.ก๊อกน้ำ

ก๊อกน้ำเป็นอีกหนึ่งจุดสกปรกในบ้าน ที่หลายคนมักลืมทำความสะอาด ซึ่งอาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย เราสามารถทำความสะอาดได้ง่าย เพียงแค่เช็ดด้วยน้ำร้อนหรือน้ำสบู่แล้วล้างออก หรือถ้าอยากเพิ่มความเงางาม ให้ขัดด้วยเบกกิ้งโซดาผสมน้ำมะนาว ก็ทำให้ก๊อกน้ำกลับมาสะอาดเงางามได้เหมือนกัน

3.ม่านห้องน้ำ

ม่านในห้องน้ำไม่ว่าจะเป็นพลาสติกหรือผ้าก็มีโอกาสเกิดเชื้อราได้ง่าย เนื่องจาก อากาศอบอ้าวและมีความชื้นสูง ซึ่งนอกจากจะไม่น่าใช้งานแล้ว เชื้อรายังเป็นพิษต่อร่างกาย หากมีการปนเปื้อนไปในอาหาร ซึ่งพิษจากเชื้อรามักจะเป็นอันตรายต่อระบบต่างๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง และไม่มีวิธีการรักษาที่ได้ผลดี

หากผ้าม่านที่เป็นผ้า สามารถถอดซักรวมกับผ้าอื่นได้เลย จากนั้นให้ตากแดดจัด เพื่อกำจัดเชื้อรา แต่หากเป็นม่านพลาสติกให้ใช้เบกกิ้งโซดาถูบริเวณที่เป็นเชื้อราออกก่อน แล้วจึงนำไปปั่นในเครื่องซักผ้าร่วมกับผ้าขนหนูเก่า ๆ สักผืน โดยไม่ต้องใส่ผงซักฟอก แต่ให้ใส่น้ำส้มสายชู 1 ถ้วยลงไปแทน เมื่อเครื่องซักเสร็จให้รีบนำออกมาตากแดดให้แห้ง โดยที่ไม่ต้องปั่นแห้ง เท่านี้คราบเชื้อราต่างๆ ก็จะหายไป

4.ลูกบิดประตู

มือจับประตูและลูกบิดคือจุดอันตรายจากเชื้อโรคอีกจุดหนึ่งที่ถูกมองข้าม โดยเชื่อว่ามากกว่าร้อยละ 90 ของเชื้อโรคอาศัยอยู่ โดยเฉพาะมือจับประตูและลูกบิดประตูบ้าน ซึ่งการหมั่นล้างมือและเช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคบ่อยๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 -3 ครั้ง เป็นการช่วยทำให้มือจับประตูและลูกบิดปราศจากเชื้อโรคได้

5.ราวจับบันได

เช่นเดียวกับลูกบิดประตู เนื่องจากผู้อยู่อาศัยต้องสัมผัสกับราวจับบันไดทุกวัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องใช้เพื่อช่วยพยุงตัว การเช็ดราวจับบันไดให้สะอาด นอกจากจะสวยงามน่ามองยังป้องกันเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย ส่วนการทำความสะอาดสามารถทำได้โดยผสมน้ำร้อนและน้ำส้มสายชูเข้าด้วยกัน จากนั้นนำผ้าจุ่มแล้วบิดออกให้ผ้าเปียกหมาดๆ นำไปเช็ดราวบันได แล้วใช้ผ้าแห้งมาเช็ดซ้ำอีกครั้ง

6.ต้นไม้ในบ้าน

ไม่ว่าจะต้นไม้จริงหรือต้นไม้ปลอม ใบไม้ก็เป็นแหล่งสะสมฝุ่นและสิ่งสกปรก โดยเฉพาะต้นไม้ที่อยู่ในห้องนอน เพราะเป็นตัวการที่ทำให้เกิดอาการแพ้ เรียกกว่า สารก่อภูมิแพ้ (allergens) หรือ สิ่งกระตุ้น ซึ่งอาจเข้าสู่ร่างกายทางระบบหายใจ การรับประทานอาหาร การสัมผัสทางผิวหนัง โดยโรคภูมิแพ้ชนิดใดที่พบบ่อยมากที่สุดในประเทศไทย คือ โรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจ (โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศ ร้อยละ 23-50 และโรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคหืด ร้อยละ 10-15) เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดที่พบบ่อยมากที่สุดในประเทศไทยและเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี ซึ่งภายในระยะเวลา 20 ปี ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้เพิ่มมากถึง 3-4 เท่า

สำหรับการทำความสะอาดต้นไม้จริงให้ยกไปฉีดน้ำล้างสิ่งสกปรกออกได้เลย แต่ถ้าเกิดว่าต้นไม้มีขนาดใหญ่เกินไป ก็ให้นำผ้าไมโครไฟเบอร์มาเช็ดทำความสะอาดทีละใบแทน ส่วนต้นไม้ปลอมก็สามารถทำความสะอาดได้ง่ายๆ โดยการใช้ไดร์เป่าผมเป่าฝุ่นออก ที่สำคัญอย่าลืมคาดผ้าปิดปากปิดจมูกป้องกันฝุ่นละออง

7.ถังขยะ

ต่อให้กำจัดขยะออกจากถังขยะแทบทุกวัน แต่แบคทีเรียและกลิ่นเหม็นก็ยังคงตกค้างและสะสมอยู่ในถังขยะได้ ฉะนั้นทางที่ดีอย่าลืมล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อพร้อมกับขัดสิ่งสกปรกออก รับรองว่าเชื้อโรคและกลิ่นในถังขยะหายเกลี้ยงแน่นอน

8.มุ้งลวด มู่ลี่

เป็นแหล่งสะสมฝุ่นเพราะทำความสะอาดยาก อีกทั้งโดยมากมักจะถูกมองข้ามเพราะไม่จำเป็น สำหรับมุ้งลวดทำความสะอาดได้โดยราดด้วยน้ำสบู่แล้วใช้แปรงขัดออก ก่อนนำไปผึ่งให้แห้ง ในระหว่างนี้ก็ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดรางมุ้งลวดให้สะอาด ส่วนฝุ่นบนมูลี่ก็กำจัดได้โดยใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ชุบน้ำแล้วเช็ดที่ละซี่ จากนั้นใช้ผ้าแห้งเช็ดซ้ำอีกรอบ เผื่อไม่ให้เกิดคราบน้ำ

9.เฟอร์นิเจอร์

มักพบสารเคมีอันตรายประเภทฟอร์มัลดีไฮด์ เนื่องจากสารชนิดนี้นิยมใช้ในอุตสาหกรรมสี กาว และสารเคลือบเฟอร์นิเจอร์ไม้ ไม้อัด และไม้แปรรูปอื่นๆ ไอระเหยของสารฟอร์มาลดีไฮด์ที่แฝงอยู่สิ่งเหล่าเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัย หากได้รับสารระเหยในจำนวนน้อย อาจเกิดอาการระคายเคืองได้ เช่น แสบตาหรือแสบจมูก แต่ในระยะยาวจะทำให้เกิดผลเสียกับระบบร่างกายต่างๆ หรือก่อให้เกิดมะเร็งได้ ผู้บริโภคจึงควรเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์หรือตรวจสอบเฟอร์นิเจอร์ที่แถมมากับบ้านว่า มีคำเตือนถึงการใช้สารฟอร์มัลดีไฮด์ และได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือไม่ เพื่อสุขภาวะที่ดีในการพักอาศัย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : ddproperty.com

3 ขั้นตอนการกำจัดหนูออกไปจากบ้าน

หนู เป็นสัตว์ที่สกปรก ยังเป็นพาหะนำโรคอีกด้วย หลายบ้านจึงต้องกำจัดหนูออกไป วันนี้เราจึงนำไอเดียการกำจัดหนูมาฝากกันกับเรื่อง “3 ขั้นตอนการกำจัดหนูออกไปจากบ้าน”

ขั้นตอนที่ 1 การทำความสะอาด และปิดผนึกข้าวของในบ้าน

1.เก็บรักษาแหล่งอาหารของคุณไว้ในภาชนะโลหะหรือแก้วที่มีฝาปิดแน่นหนา หนูสามารถแทะผ่านกระดาษแข็ง พลาสติกทุกชนิด และภาชนะที่ใช้วัสดุอื่นๆ ได้เพื่อไปกินอาหาร เพื่อลดการจัดเตรียมอาหารให้เหล่าหนู ต้องมั่นใจว่าคุณไม่ได้ลืมวางอาหารทิ้งไว้ หรือหากคุณทำก็ให้เก็บอาหารไว้ในที่ที่หนูไม่สามารถเข้าไปได้

2.ปิดขยะของคุณด้วยถังที่มีฝาปิดสนิท ในนั้นมีอาหารไม่มากที่จะกินได้ คุณจะได้พบหนูเพียงไม่กี่ตัวหากว่าถังขยะคุณอยู่นอกบ้าน สำหรับถังขยะในบ้าน ดูให้ดีว่าถังเหล่านั้นมีฝาที่สามารถปรับและปิดได้อย่างแน่นหนา ที่จะเอาไว้ปิดเวลาไม่ใช้งาน เพราะหนูจะกินอาหารที่คนทำหกไว้

3.จัดการเคาน์เตอร์ อ่างล้างจาน และทุกพื้นผิวในครัวของคุณให้สะอาด อย่าทิ้งจานสกปรกๆ ข้ามคืน และคอยเช็ดทำความสะอาดเคาน์เตอร์เป็นประจำด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดครัวเรือน และน้ำยาฆ่าเชื้อ

4.ปิดทุกช่องทางที่จะเข้ามาในบ้านคุณเท่าที่จะเป็นไปได้ ช่องทางที่เข้าสู่บ้านคุณควรถูกปิดเพื่อไม่ให้หนูเข้ามาในบ้านคุณได้ โดยเริ่มจากการมั่นใจว่าคุณทำสิ่งเหล่านี้

  • ปิดรอยแตก รู หรือรอยร้าว ด้วยวัสดุที่แข็งแรง อย่างเหล็ก หรือคอนกรีต ตรวจสอบสถานที่ในบ้านของคุณอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อบางส่วนที่หนูอาจเข้ามาได้
  • ปิดท่อ ทางเดินแก๊ส และช่องระบายอากาศ หนูสามารถใช้เส้นทางเหล่านี้เป็นทางเข้ามาในบ้านของคุณ
  • นึกถึงการใส่เหล็กฝอยเข้าไปในท่อหรือช่องลมก่อนจะปิดมัน แผ่นเหล็กฝอยจะป้องกันหนูจากการใช้ช่องเพื่อกลับเข้ามาในบ้านของคุณ สามารถเพิ่มวัสดุพิเศษเพื่อการป้องกันเข้าไปได้อีก หากว่าหนูยังคงมีอยู่เรื่อยๆ และกลับมาได้อีก
  • ปิดทุกอย่างที่อาจเป็นช่องทางเชื้อเชิญให้หนูเข้ามาในบ้านของคุณ หนูสามารถเข้ามาทางรอยแตกหรือรูที่เล็กเท่ากับยางลบปลายดินสอได้ หมายความว่าทุกการครอบคลุมรอยแตกใดๆ ก็ตามจำเป็นต้องสร้างสรรค์ และได้ผลจริง

ขั้นตอนที่ 2 การกำจัดด้วยวิธีทางธรรมชาติ

1.ลองคิดถึงการเลี้ยงแมว หรือสุนัขพันธุ์ แรท เทอเรียร์ วิธีทางธรรมชาติที่นิยมมากที่สุดที่จะทำให้เหล่าประชากรหนูรู้ตัวว่าไม่ได้ถูกรับเชิญคือการเลี้ยงแมว แมวชอบการจับหนู แมวชอบกินหนู ซึ่งหนูไม่ชอบที่จะถูกแมวกิน ตัวจับหนูที่ดีจะขจัดประชากรหนูโดยไม่เสียเวลา และทำให้หนูตัวใหม่ไม่กล้าจะเข้ามา

  • หากคุณเลือกที่จะเลี้ยงแมว กำจัดกับดัก เหยื่อล่อ และยาพิษทั้งหมด ออกจากบ้านของคุณ และเก็บพวกมันให้มิดชิด ของเหล่านี้อาจทำให้แมวคุณป่วยหรือทำให้พวกมันบาดเจ็บรุนแรงได้

2.ใช้กับดักหนูแบบดั้งเดิม หนูจะถูกจัดการอย่างรวดเร็ว และคุณสามารถโยนกับดักทิ้งไปพร้อมๆ หนูได้เลย ซึ่งเป็นวิธีที่ถูกมาก ถึงแม้ว่าจะดูโหดร้ายสักหน่อย แต่ก็สามารถฆ่าหนูได้อย่างรวดเร็วและไม่ต้องกังวล เพราะปลอดภัยกว่ายาพิษ หากว่าคุณมีเด็กเล็กหรือว่าสัตว์เลี้ยงอยู่ด้วย ประโยชน์อีกอย่างคือ หนูที่กำลังจะตายไม่สามารถคลานไปยังผนังก่อนตาย อันเป็นสาเหตุของกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่จะติดอยู่เป็นอาทิตย์

  • กับดักแบบนี้เป็นอันตรายเล็กน้อยต่อคนและสัตว์เลี้ยง แต่อย่างไรก็ตามมันสามารถจัดการสภาพที่ยุ่งยากน่าเกลียดเวลาจับและฆ่าหนูได้

3.กำจัดโดยใช้น้ำมันเปปเปอร์มินต์เป็นตัวไล่ นำสำลีจุ่มน้ำมันสกัดเปปเปอร์มินต์เข้มข้นให้ชุ่ม และวางสำลีที่จุดที่หนูชอบมาบ่อยๆ ในบ้านของคุณ มีรายงานว่าหนูเกลียดกลิ่นจากน้ำมันเปปเปอร์มินต์ น้ำมันเปปเปอร์มินต์ไม่ใช่ยาพิษ แต่เป็นสารขับไล่ที่หนูจะพยายามหลีกเลี่ยงมัน

4.ลองใช้ปัสสาวะแมว และมูลงูดู อาจจะฟังดูแปลกๆ แต่ได้ผลแน่นอน โดยธรรมชาติหนูจะกลัวทั้งแมวและงู ฉะนั้นมันจึงเป็นธรรมชาติที่อุจจาระของพวกมันจะส่งความหวาดกลัวไปยังใจดวงน้อยๆ ของหนูได้

  • วางกระบะทรายในจุดที่หนูชอบมาบ่อยๆ ของบ้านคุณ พยายามให้แมวใช้มัน เพราะกระบะทรายที่ปราศจากปัสสาวะจะไม่ได้ผลเท่าไร
  • ไปร้านสัตว์เลี้ยง และถามหามูลงูจากเจ้าของร้าน เขาหรือเธออาจไม่ให้ แต่ถ้าหากคุณถามอย่างสุภาพ คุณอาจจะได้สร้างความสัมพันธ์เพื่อการขอยืมในอนาคต เจ้าของร้านคงจะมีความสุขมากที่คุณจัดการมูลงูแทนเขา

5.ลองใช้เครื่องไล่ด้วยความถี่เสียง เครื่องไล่หนูด้วยความถี่เสียงจะส่งเสียงเตือนให้หนูรำคาญและกลัว และยังปลอดภัยต่อสัตว์เลี้ยงอื่นๆ อย่างแมว และสุนัขด้วย อย่างไรก็ตาม ยังมีการโต้เถียงเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเครื่องมืออยู่ดี[1]ผู้เชี่ยวชาญบางท่านโต้แย้งว่าหนูจะเคยชินกับเสียงเตือนเมื่อผ่านไปไม่นาน ทำให้อุปกรณ์มีผลแค่ระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น

ขั้นตอนที่ 3 การกำจัดด้วยวิธีทางเคมี

1.ใช้กับดักไฟฟ้า กับดักไฟฟ้า จะทำงานโดยการดึงดูดหนูให้เข้ามายังกับดัก จากนั้นก็จำกัดพวกมันด้วยการช็อตไฟฟ้ากำลังสูงผลเสียของกับดักชนิดนี้คือ พวกมันมีราคาแพง (ราคาถึง 1,300 บาท) และใช้พลังงานหมดอย่างรวดเร็ว (แบตเตอรี่ไม่ได้แพงไปด้วย)

2.ใช้ถาดกาว ถาดกาวสามารถจับหนูได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ไม่ค่อยนิยมเท่ากับวิธีแบบอื่น เพราะทำให้หนูตายจากความเครียดและการอดอาหาร และยังอาจจับเอาสัตว์เลี้ยง หรือสัตว์อื่นด้วย

3.ปรึกษานักกำจัดหนู นักกำจัดหนูสามารถวางแผนหาวิธีการกำจัดหนูด้วยวิธีธรรมชาติและเคมี โดยเฉพาะถ้าหากปัญหาหนูของคุณเข้าขั้นการรุกล้ำที่รุนแรง (ไม่ใช่แค่หนูสักคู่หลงเข้ามารบกวนคุณเป็นครั้งคราว) นักกำจัดหนูจะสามารถจัดการได้ประสิทธิภาพมากกว่าวิธีแบบบ้านๆ

4.ใช้ยาเบื่อหนูเป็นทางเลือกสุดท้าย หนูก็ต้องกินอาหาร ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถซื้อสารที่เป็นพิษต่อหนู และยาเบื่อหนูที่ร้านอุปกรณ์ครัวเรือน เมื่อหนูกินเข้าไป พวกมันจะรู้สึกกระหายและออกไปข้างนอกเพื่อหาน้ำ

  • ย้อนไปก่อนปี 1990 สตริกนินเคยถูกนำมาใช้ อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 1990 ซิงค์ ฟอสไฟด์ ได้ถูกนำมาใช้แทน กลิ่นของยาเบื่อจะดึงดูดหนูบ้าน และหนูหริ่ง แต่ไล่สัตว์ชนิดอื่นๆ
  • ยาจำนวนมากจะฆ่าหนูได้ในรอบเดียว แต่หนูที่รอดไปได้อาจจะมีวิวัฒนาการยับยั้งตัวยา
  • ข้อควรจำ ผลเสียของยาเบื่อหนูคือมันเป็นพิษต่อคน (มันจะชักนำให้เกิดอาการอาเจียน) คุณจะต้องมีวิธีจัดการหนูตายที่ติดกับดักในที่ที่เข้าถึงยาก ซึ่งอาจจะเป็นตัวดึงดูดให้หนูที่ไม่ได้รับเชิญตัวอื่นๆ

เคล็ดลับ

  • หนูชอบเนยถั่วมากๆ ควรลองใช้ล่อในกับดักดู
  • เก็บถุงอาหารสัตว์ถุงโตของคุณในภาชนะโลหะ
  • คุณสามารถสร้างกับดักที่เป็นมิตรกับหนูโดยการจับหนูที่ไม่ต้องฆ่าพวกมัน คุณสามารถเอาหนูไปปล่อยในป่าที่ไกลจากบ้านของคุณได้
  • ใช้น้ำมันพืชเพื่อปล่อยหนูออกจากถาดกาวอย่างทะนุถนอมปราศจากการบาดเจ็บ และปล่อยพวกมันเข้าไปในป่า

 

แหล่งข้อมูล  :  wikiHow

รูปภาพ :บ้านแสนรัก / oknation.nationtv.tv / wikiHow /Todoinfor.com /universemagic.com