กำจัดกลิ่นเหม็นในคอนโดฉบับง่ายๆ

คอนโดเป็นห้องเล็กๆที่มีหลายๆห้องในนั้น ทำให้การทำอาหารในห้องครัวที่มีควัน และเกิดกลิ่นคาวติดตามเฟอร์นิเจอร์ของบ้าน นอกจากนี้ยังส่งผลให้ห้องมีกลิ่นเหม็นอีกด้วย ไหนจะกลิ่นขยะตกค้าง กลิ่นรองเท้าหรือเสื้อผ้าใช้แล้ว กลิ่นอับกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงทำให้เกิดกลิ่นเหม็นติดห้อง วันนี้เราจึงมานำเสนอ “ไอเดียกำจัดกลิ่นเหม็นง่ายๆแบบฉบับการอยู่คอนโด” มาฝากกัน

1.การเปิดหน้าต่างเพื่อระบายกลิ่นอับภายในห้อง ถือเป็นวิธีกำจัดกลิ่นที่ไม่ต้องออกแรงอะไรเลย เพียงแค่เปิดหน้าต่างของคอนโดออกก็ช่วยระบายกลิ่นอับได้ง่ายๆ ห้องที่มีประตูหน้าต่างเยอะๆก็ช่วยทำให้เอาอากาศเสียๆออกไปแล้วนำอากาศดีๆเข้าสู่คอนโดได้อีกด้วย

2.การทำความสะอาดห้องอย่างสม่ำเสมอ การทำความสะอาดห้องอย่างสม่ำเสมอไม่ใช่เพียงแค่การปัด กวาด เช็ด ถู เพียงเท่านั้น แต่เป็นการเช็ดทำความสะอาดเครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์ผ้ากำมะยี นอกจากนี้แหล่งเพาะเชื้อโรคที่ดี คือ โซฟา พรม กับฟูกเตียง ที่ควรหมั่นทำความสะอาดอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง

3.การทำความสะอาดพื้นห้องเป็นประจำ ไม่ใช่เพียงแค่การถูพื้นห้องเพียงเท่านั้น แต่เป็นการทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ ได้แก่ โต๊ะอาหาร โต๊ะเครื่องแป้ง หรือแม้กระทั้งตู้เสื้อผ้า ควรทำความสะอาดเป็นประจำ เพื่อไม่ให้เกิดกลิ่นอับ ด้วยการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อฉีดลงไปบนพื้นผิวเฟอร์นิเจอร์และของแต่งห้อง จากนั้นจึงใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้ทั่ว เพียงสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง แค่นี้คอนโดของเราก็สะอาด ปราศจากกลิ่นเหม็นในคอนโดแล้ว

4.การล้างแอร์และเครื่องฟอกอากาศเป็นประจำ การล้างแอร์ การล้างตู้เย็น หรือเครื่องฟอกอากาศ ก็สามารถช่วยลดกลิ่นอับในตัวคอนโดได้ เพราะ สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุต้นๆในการเกิดเชื้อรา ควรหมั่นล้างทำความสะอาดเป็นประจำ สักเดือนละ 2-3 ครั้งเป็นอย่างน้อย

5.วิธีการกำจัดกลิ่นเหม็นในห้องรับแขก การตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ในห้องรับแขกน้อยชิ้น ก็สามารถทำให้การทำความสะอาดง่ายยิ่งขึ้น โดยการตกแต่งนั้นเราสามารถตกแต่ง สไตล์มินิมอล หรือ สไตล์โมเดิร์น ได้โดยการตกแต่งทั้งสองประเภทนี้เน้นความ เรียบๆง่ายๆแต่ดูหรูหรา อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ภายในคอนโด สำหรับคนที่ชอบทำอาหารในคอนโดเป็นประจำควรเลือกห้องครัวแบบปิด หรือติดประตูบานเลื่อน เพื่อป้องกันกลิ่นควันลอยฟุ้งเข้ามาในห้องรับแขก ควรหมั่นทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์เป็นประจำ จะช่วยทำให้ห้องสะอาดและการเกิดกลิ่นเหม็นอับจะน้อยลงอีกด้วย

6.วิธีการกำจัดกลิ่นเหม็นในห้องครัว ห้องครัวเป็นห้องที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคและกลิ่นเหม็น เพราะ การทำอาหารเป็นประจำทำให้เกิดสิ่งสกปรกและเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคชั้นดี เคล็ดลับสำคัญของการกำจัดกลิ่นเหม็นในห้องครัวคอนโดจึงอยู่ที่ การระบายอากาศ สิ่งสำคัญควรเลือกคอนโดที่มีเครื่องดูดควัน นอกจากนี้ควรเป็นห้องครัวแบบปิด เพื่อไม่ให้กลิ่นอาหารลอยไปติดเฟอร์นิเจอร์ตามห้องต่างๆได้

7.วิธีการกำจัดกลิ่นเหม็นในห้องนอน ห้องนอนถือเป็นห้องที่สำคัญของตัวคอนโด เพราะ คนส่วนใหญ่มักจะใช้ชีวิตกว่า 70%อยู่ในห้องนอนนั้นเอง เพราะฉะนั้นเราควรรู้จักวิธีการทำความสะอาดห้องนอน โดยการซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม และเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องนอนเป็นประจำ เพื่อไม่ให้เกิดกลิ่นเหม็นภายในห้องนอน นอกจากนี้ยังจะช่วยในเรื่องของการหลับสบายมากยิ่งขึ้น

8.วิธีการกำจัดกลิ่นเหม็นในห้องน้ำ ห้องน้ำถือเป็นอีกห้องหนึ่งที่ทำให้เกิดกลิ่นอับ เพราะเป็นห้องที่มีความชื้น เคล็ดลับในการกำจัดกลิ่น คือ เราต้องเลือกห้องน้ำคอนโดที่มีระบบดูดและระบายอากาศที่ดี และหมั่นล้างห้องน้ำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง นอกจากนี้อย่าลืมเปิดประตูห้องน้ำเพื่อทำการระบายความชื้น ช่วยถ่ายเทอากาศมากยิ่งขึ้น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : estopolis.com / wikihow.com

ขอบคุณรูปภาพจาก : safetylamphun / Cleanipedia / kodtuk / imoney.my /MoneyHub /fadaktahvieh.com /Hipflat /banidea /MThai /tnews /Forfur

5ข้อสำหรับการเลือกผ้าปูที่นอน

การนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตเพราะร่างกายคนเราต้องการพักผ่อนอย่างเต็มที่ในช่วงเวลากลางคืนเพื่อเริ่มวันใหม่ที่สดใส การพักผ่อนเป็นการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรออีกด้วย เพราะฉะนั้นการเลือกผ้าปูที่นอนก็เป็นสิ่งสำคัญต่อการนอนเหมือนกัน วันนี้เราจึงนำเสนอเรื่อง “5 ข้อสำหรับการเลือกผ้าปูที่นอน”มาฝากกัน

1.วัดขนาดเตียง มาตรฐานขนาดผ้าปูที่นอนของแต่ละแหล่งผลิตไม่ค่อยมีความแน่นอนนัก ฉะนั้นควรวัดขนาดที่นอนของเราด้วยตัวเองให้ชัด ๆ ไปเลย และทางที่ดีควรบวกขนาดเพิ่มเข้าไปอีกสัก 1-2 นิ้ว จะได้แน่ใจว่า ผ้าปูที่นอนที่เราซื้อมานั้น จะสามารถนำมาปูเตียงได้พอดีจริง ๆ

2.เลือกสีและลวดลายให้เข้ากับการตกแต่ง ถ้าคุณเลือกผ้าปูที่นอนลวดลายและสีไม่เข้ากับสไตล์การตกแต่งห้องนอน ภาพรวมของห้องนอนก็จะดูขัดตา ทำให้ห้องนอนมีสไตล์การตกแต่งแปลก ๆ ฉะนั้นเพื่อความสวยงามอย่างสมบูรณ์แบบ ก็ควรเลือกผ้าปูที่นอนที่มีลวดลาย และสีสันที่เข้ากันดีกับสไตล์การตกแต่งห้องนอนคุณ

3.พิถีพิถันกับเส้นใยผ้า ผ้าปูที่นอนมีเส้นใยผ้าให้เลือกหลายแบบ ทั้งเส้นใยผ้าฝ้าย ผ้าคอตตอน ผ้าสักหลาด ผ้าซาติน และเส้นใยไหม ซึ่งคุณก็ต้องลองสัมผัสเนื้อผ้าปูที่นอนดูว่า แบบไหนที่นอนแล้วรู้สึกสบายที่สุด

4.คุณภาพผ้าปูที่นอน ส่วนมากผ้าปูที่นอนจะวัดจากจำนวนเส้นใยในการทอ (Thread Count) หากว่าจำนวนเส้นใยในการทอค่อนข้างมาก ก็แสดงว่าผ้าปูที่นอนผืนนั้นจะหนา และมีเนื้อผ้าที่ละเอียดมากขึ้นเท่านั้น การันตีคุณภาพได้แน่นอน

5.ราคาต้องเหมาะสมกับคุณภาพ ผ้าปูที่นอนมีให้เลือกหลายแบบ ราคาก็จะแตกต่างกันไปตามแต่คุณภาพ ลวดลาย และยี่ห้อด้วย ฉะนั้นเพื่อความคุ้มค่า ก็ควรใช้เวลาเลือกซื้อผ้าปูที่นอนกันสักนิด โดยเลือกดูจากคุณภาพของผ้าปูที่นอนก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็เปรียบเทียบราคาหลาย ๆ ยี่ห้อ เพื่อให้เราได้รับความคุ้มค่าสูงสุด

 

แหล่งข้อมูล : home.kapook.com

เทคนิคการตรวจเช็คบ้าน

บ้านคือที่อยู่อาศัยที่เราต้องอยู่กันทุกวัน เมื่อเวลาผ่านนานไปบ้านก็เริ่มทรุดโทรม มีอะไรในบ้านบ้างที่เรามองข้ามกันไป ลองหันกลับมาสนใจสักนิด ก่อนที่ของในบ้านจะพังไปจนแก้ไขอะไรไม่ได้  มาดูกันดีกว่าว่าเราควรจะแลรักษาอะไรบ้างในบ้านของเรา

1.ควรทำประกันอัคคีภัยและภัยต่างๆ 

อัคคีภัยหรือภัยธรรมชาติต่างๆ เป็นเหตุที่เกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว ดังนั้น ควรทำประกันอัคคีภัย รวมถึงภัยต่างๆ ไว้ เพื่อที่จะได้ช่วยคุณในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการซ่อมบ้านอีกด้วย

2.ทาสีบ้านทุก 3-5 ปี 
นอกจากจะได้บ้านที่สวยสดใสสีแจ่มชัดแล้ว ยังสามารถตรวจสอบเรื่องรอยรั่วรอยร้าวตามมุมที่มองไม่เห็นในเบื้องต้นได้ เพราะการทาสีนั้นทางช่างจะต้องทำความสะอาดพื้นผิวก่อนทา ดังนั้นรอยร้าวต่างๆ จะได้รับการดูแล และหากรอยร้าวเกิดจากการทรุดตัวของอาคาร หรือโครงสร้างมีอาการผิดปกติช่างจะมารายงานแน่นอน การแก้ไขและรักษาที่ถูกวิธีก็จะเกิดขึ้น และเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดน้ำรั่วน้ำซึมเป็นรอยด่างต่างๆ ขึ้นกับบ้านด้วย
การทาสีนี้รวมไปถึงประตู-หน้าต่าง ประตูบิด ประตูโก่ง หน้าต่างหลุด อย่ารอให้ปัญหาเหล่านี้เกิดก่อน การหมั่นดูแลรักษาช่วยยืดระยะเวลาการใช้งาน

3.ระบบแอร์หรือเครื่องปรับอากาศต้องมีการทำความสะอาดไส้กรองทุกสองเดือน
หากเครื่องปรับอากาศอยู่ในส่วนที่มีเสื้อผ้าหรือกระดาษมากๆ ทำความสะอาดเดือนละครั้ง แอร์จะเย็นและไม่มีปัญหาน้ำแข็งเกาะ เปลี่ยนและเติมน้ำยาตามระยะเวลาคือปีละครั้ง

4.ระบบไฟฟ้า
ส่วนมากไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมาก แต่อย่าใช้งานปลั๊กมากเกินไป ยกตัวอย่างเช่น ปลั๊กหนึ่งตัวมีการต่อพ่วง 6-8 อุปกรณ์ อย่างนี้อันตราย สายอาจไหม้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ เวลาเลิกใช้ปลั๊กแล้วก็ควรถอดปลั๊ก อย่าลืมทำความสะอาดโคมไฟจะได้ส่องแสงเต็มที่ และป้องกันการลัดวงจรที่อาจเกิดจากแมลง เช่น มดเข้าไปทำรัง ส่วนสายไฟต่างๆ มีอายุการใช้งานประมาณ 20-30 ปี มาที่ตู้ไฟฟ้าหลักเราต้องดูขนาด ส่วนมากไม่ต้องเปลี่ยน ถ้าจะต้องเปลี่ยนก็เพราะความต้องการใช้ไฟมากขึ้น เเต่ถ้ารุ่นโบราณมากๆ ก็เปลี่ยนจะดีกว่าเพื่อความสบายใจ

5.ระบบประปา
ท่อส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา แต่สิ่งที่มีปัญหาคืออุปกรณ์ เพราะอุปกรณ์นั้นมักอยู่ไม่เกิน 15 ปี (ยกเว้นรุ่นราคาสูง) จะเกิดอาการหลวม ตะกรันเกาะ น้ำซึม สิ่งที่พึงปฏิบัติคือการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี
ก๊อกน้ำและฝักบัวต่างๆ ทุก 6 เดือน ให้ถอดหัวออกมาล้าง จะพบเศษทราย กรวด คราบสนิม การทำความสะอาดทำให้น้ำไหลแรงเป็นปกติและยังเป็นการยืดอายุปั๊มน้ำไปด้วย
เครื่องทำน้ำอุ่น-เครื่องทำน้ำร้อนดูเรื่องสายดินและการใช้งาน หากเก่าและเริ่มมีปัญหาควรเปลี่ยนเพื่อความปลอดภัย
ถังบำบัดก็ต้องดูแล ถึงแม้สมัยนี้ไม่ต้องสูบส้วมยกเว้นบางบ้าน แต่จุลินทรีย์ในถังบำบัดอาจตายได้ถ้าเราใช้น้ำยาทำความสะอาดอย่างแรงและบ่อยครั้ง ปริมาณกากอาจไม่พอ เติมจุลินทรีย์ด้วยวิธีง่ายๆ ก็คือใช้น้ำชีวภาพที่เดี๋ยวนี้หาซื้อได้ง่ายมากๆ เติมเดือนละครั้งก็พอ

6.กระเบื้องและยาแนว 
จริงๆ แล้วตัวกระเบื้องเองไม่เกิดปัญหา ปัญหาจะมาจากยาแนวเสื่อม เราทำความสะอาดยาแนวด้วยน้ำยาแล้วหลายคนมักเอากรดกัด หากผุกร่อนมากจะต้องเลาะเอาของเก่าออกและยาแนวใหม่จะช่วยยืดอายุกระเบื้องได้ดี การซ่อมยาแนวใช้เวลาไม่นาน ราคาหลักร้อยและสามารถทำเองได้ แต่หากกระเบื้องเริ่มโก่งตัวหรือเดินแล้วได้ยินเสียงกลวงๆ เตรียมรื้อเปลี่ยนอย่างเดียว

7.สวน 
การดูแลรักษาสวนเป็นเรื่องที่ปล่อยไม่ได้นะคะ เพราะในสวนบ้านเป็นเสมือนปอดของเรา ดูแลเก็บใบไม้ ตัดหญ้า เก็บกิ่งไม้ให้เรียบร้อยสบายตาสบายใจ นอกจากจะได้สวนสวยแล้วยังได้ออกกำลังกายอีกด้วย แถมยังป้องกันสัตว์ร้ายที่จะมาอยู่ในสวนรกๆ ของเรา

8.การกำจัดปลวก 
อย่ามองข้ามเจ้าสัตว์เหล่านี้ไป พยายามเช็คดูว่ามีส่วนไหนที่มีเจ้าปลวกมารุกรานบ้างหรือเปล่า ถ้ามีควรตามบริษัทกำจัดปลวกมาจัดการ

9.หลังคา 
หากบ้านมีต้นไม้ใหญ่ให้เฝ้าระวังทุกครั้งที่มีพายุใหญ่ ส่วนบ้านทั่วไป 5 ปีขึ้นไปดูสักทีก็ได้
หลังจากเช็คทุกส่วนของบ้าไปแล้ว อย่าลืมทำบันทึกไว้ว่าเราเช็คอะไรไปแล้วบ้าง ใส่วันที่ไปด้วย จะได้รู้ว่าคราวหน้าเราจะต้องกลับมาเช็คอีกครั้งเมื่อไร ปีใหม่แล้วเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ จกบ้านของเรากันดีกว่า

ที่มา : home.co.th

9 ข้อควรระวัง ก่อนลงมือปรับปรุงบ้าน 

สำหรับหลายท่านที่มีความคิดจะปรับปรุงห้องในบ้านให้ดูดี สะดวกขึ้น หรือเปลี่ยนจากสภาพเก่าทรุดโทรมให้ดูใหม่ขึ้น รวมถึงทำให้มีประโยชน์ใช้สอยครบถ้วนมากขึ้น เรามีข้อควรคำนึงถึงยามที่จะต้องปรับปรุงมาฝากดังต่อไปนี้ครับ

1. เจาะหน้าต่างเพิ่ม ระวังร้าวทั้งบ้าน 
ทำช่องเปิดบนผนังเพิ่มเพื่อรับแสงรับลมหรืออะไรก็แล้วแต่ ควรคำนึงถึงการทุบผนังไม่ให้สะเทือนถึงโครงสร้างหรือผนังอื่นๆโดยรอบ กำหนดพื้นที่ที่ต้องการทำหน้าต่างก่อน แล้วให้ช่างค่อยๆสกัดออกทีละน้อย ห้ามทุบปังทีเดียวพังเพราะพังทั้งบ้านแน่ และต้องทุบจากช่วงบนลงล่างเสมอ ถึงแม้จะเป็นแค่หน้าต่างบานเล็กก็ต้องทุบจากข้างบน เพราะจะต้องทำเสาเอ็นและคานเอ็นทับหลังเป็นกรอบสำหรับช่องเปิดใหม่ก่อน เพื่อรับน้ำหนักผนังที่อยู่เหนือช่องเปิด นอกจากนี้เสาเอ็นยังช่วยยึดวงกบให้เข้าที่ ป้องกันการแตกร้าวที่มุมหน้าต่างตามมาในภายหลัง
แต่ถ้าจะเจาะช่องแสงบนเพดาน หากเป็นหลังคามุงปกติสามารถเปลี่ยนกระเบื้องมุงเป็นแบบลอนใสโปร่งแสงหรือติดตั้งสกายไลท์แบบสำเร็จรูปจะดีกว่าแบบช่างประดิษฐ์ เพราะจะรั่วได้ แต่ถ้าเป็นหลังคาแบน ค.ส.ล.ขอเตือนว่าไม่ควรทำ เพราะจะเกิดปัญหาการรั่วซึมได้ง่าย แม้จะมีการทำกันซึมก็ตาม รอยต่อของคอนกรีตเก่าและใหม่ห้ามไม่ให้รั่วยากครับ

2. ฝังท่อสายไฟ ระวังบ้านพัง
อยากมีบ้านที่เรียบร้อยปราศจากสายไฟลอยเต็มบ้าน แต่ต้องไม่ลืมว่า ปกติเขาจะทำควบคู่ไปกับการสร้างบ้าน ถ้าต้องเดินท่อใหม่แบบฝังก็ทำได้ แต่ไม่ควรเจาะผ่านคานพื้นหรือเสาโครงสร้างเด็ดขาด ถึงแม้ช่างจะบอกว่า “นิดเดียวเอง แค่1-2นิ้วไม่เป็นไรหรอก” ก็ตาม อันตรายมากขอบอก ให้เดินท่ออ้อมเสาหรือคานโครงสร้างจะดีที่สุด แต่อาจทำกล่องปิด เพื่อความเรียบร้อยสวยงามได้

3. รื้อเพดานเก่า ระวังมะเร็งปอด 
หากจะเปลี่ยนฝ้าเพดานเดิมที่ชำรุดเสียหาย  ควรระวังเรื่อง Asbestos หรือ “แร่ใยหิน” โดยเฉพาะถ้าเป็นบ้านเก่า สารพิษที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอดนี้จะอยู่ในวัสดุประเภทกระเบื้องแผ่นเรียบ ตอนรื้อออกต้องเปิดหน้าต่างให้ระบายอากาศได้ สวมหน้ากากปิดจมูกให้ดี ไม่ให้เด็กอยู่ในบ้านเป็นอันขาด จริงๆแล้วในต่างประเทศเขาไม่อนุญาตให้ทำเองเลยนะ แผ่นฝ้าที่จะติดตั้งใหม่ก็ควรเป็นแบบไม่มีแร่ใยหินด้วยครับ

4. ทำตู้แขวนผนัง ระวังมันหล่นลงมา
ถ้าเป็นผนังก่อฉาบ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการเลือกพุกให้ถูกกับชนิดของกำแพง มีพุกสำหรับอิฐมอญ อิฐบล็อก อิฐมวลเบา ถ้าเลือกไม่ดีน้ำหนักของตู้ (หรือชั้นหนังสือ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่คุณจะแขวนบนผนัง) อาจหลุดลงมาได้ แต่ถ้าเป็นผนังเบาที่มีโคร่งคร่าวอยู่ข้างใน พุกอย่างเดียวคงจะพอแค่การแขวนรูปเท่านั้น หากเป็นตู้ใส่ของต้องมีการรื้อผนังเพื่อเสริมโคร่งคร่าวด้านในด้วยครับ

5. ติดตั้งอ่างอาบน้ำ ระวังพื้นบ้านทรุด
ถ้าเป็นห้องน้ำชั้นล่างก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นชั้นบนขอเตือนว่าอย่าทำเองโดยไม่ปรึกษาวิศวกร โครงสร้างเดิมอาจไม่ได้แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักของอ่างและน้ำในอ่าง ยิ่งถ้าเป็นอ่างน้ำวนใหญ่ๆแบบที่ใช้ได้หลายคนละก็อันตรายแน่ นอกจากอ่างน้ำแล้ว แม้แต่กระเบื้องก็ต้องระวัง บ้านเดิมอาจออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำหนักกระเบื้องเซรามิกแบบบางๆธรรมดา แต่ถ้าคุณเปลี่ยนไปกรุหิน กรุกระเบื้องพอร์ซเลนแผ่นหนาที่หนักกว่าหลายเท่าตัว โครงสร้างก็อาจรับไม่ไหวเช่นกัน ปรึกษาวิศวกรหรือสถาปนิกหน่อยจะดีมาก

6. ต่อเติมหลังบ้าน ระวังเพื่อนบ้านเอาเรื่อง
มีกฎหมายหลายข้อที่หลายบ้านฝ่าฝืน ตัวอย่างแรกคือการทำผนังที่มีช่องเปิดห่างจากเขตที่ติดไม่ถึง 2 เมตร กฎหมายเขาต้องการควบคุมการลุกลามของอัคคีภัยจากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง และเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวด้วย (เปิดหน้าต่างออกมาชนกับหน้าต่างของเพื่อนบ้านคงไม่ดี) ถึงไม่มีหน้าต่างก็ยังต้องถอยมาอย่างน้อย 50 เซนติเมตรอยู่ดี ทางที่ดีควรพูดคุยกับเพื่อนบ้านก่อน ถ้าจะทำชิดเขตที่ดินจริงๆก็ต้องจูงมือกันไปทำข้อตกลงที่เขตว่าเป็นการ “ทำผนังร่วม” คือเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันครับ

7. ทำกำแพงกั้นห้อง ระวังบ้านพัง
การก่อกำแพงเพิ่มเติมบนพื้นต้องระวังพื้นทรุด เพราะเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้โครงสร้างเดิม (วิศวกรอาจคำนวณน้ำหนักเผื่อไว้บ้าง แต่ก็เป็นอันตราย เพราะต่อไปจะไม่มีเผื่อแล้ว ถ้าเก็บของหนักๆก็ถล่มได้) ถ้าต้องการกั้นห้องจริงๆควรใช้ผนังเบาอย่างโครงคร่าวไม้ เหล็กกรุยิปซัม หรือแผ่นกรุผนังอื่นๆ แทนการก่ออิฐฉาบปูนซึ่งหนักมาก

8. เล่นระดับพื้นด้วยการเทปูน ก็ระวังบ้านพังเหมือนกัน
การเล่นระดับพื้นทำให้บ้านดูน่าสนใจ แต่อย่าทำพื้นให้สูงขึ้นด้วยการเทปูนนะ ถึงแม้จะเพิ่มแค่10-15 เซนติเมตรก็ตาม เพราะปูน 1 ลูกบาศก์เมตรหนักเกิน 2 ตันนะขอรับ แนะนำให้ใช้อิฐมอญ อิฐมวลเบา หรือทำโครงไม้ จากนั้นค่อยปูพื้นปิดอีกทีจะดีกว่า เพราะเบากว่ามากครับ

9. แขวนงานศิลป์ ระวังผนังร้าว
ผนังปูนจะร้าวได้ถ้าคุณตอกตะปูลงไป การตอกตะปูตัวเดียวอาจทำให้ปูนฉาบเริ่มร้าว และร้าวต่อไปไม่หยุดได้แนะนำให้ใช้สว่านเจาะทีละน้อย แล้วฝังพุกตามขนาดที่เหมาะสมกับน้ำหนังของ

แหล่งข้อมูล : baanlaesuan

เทคนิคกำจัดกลิ่นอับในที่นอน

ปัญหากลิ่นอับในบ้านเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องพบเจอกันทุกบ้าน โดยเฉพาะกับห้องที่เราใช้งานอยู่เป็นประจำนั่นก็คือห้องนอน โดยกลิ่นอับจากที่นอน ครั้นจะยกไปตากแดดก็ยากลำบากเกินกำลัง จะซื้อเปลี่ยนบ่อยก็ดูจะแพงเกินไป แต่เรามีวิธีที่ง่ายดายกว่านั้น

เปลี่ยนผ้าปูที่นอนเป็นประจำ
บางคนชอบถอดเสื้อนอน หรือใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น ทำให้มีเหงื่อและกลิ่นจากผิวหนังไปติดตามผ้าปูและที่นอน ดังนั้นควรเปลี่ยนผ้าปูที่นอนอยู่บ่อยครั้ง และทำความสะอาดบ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อเกิดคราบเปื้อน อย่าปล่อยทิ้งไว้นานควรรีบเปลี่ยนทันที

ขจัดคราบเปื้อนด้วยน้ำสบู่
หากมีคราบเปื้อนจากคราบอาหาร คราบเลือด คราบกาแฟ หรืออื่นๆ ต้องรีบทำความสะอาด อย่าปล่อยทิ้งไว้ให้กลายเป็นคราบแห้ง วิธีทำความสะอาดควรใช้น้ำผสมสบู่แล้วใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำสบู่ จากนั้นนำไปขัดบริเวณที่เป็นคราบเปื้อน ที่ต้องใช้น้ำสบู่ก็เพราะว่าสบู่มีฤทธิ์อ่อนๆ หากใช้น้ำยาทำความสะอาดที่รุนแรงอาจทำให้ที่นอนเสียหายได้

ให้อากาศถ่ายเท
เรามักปล่อยให้ห้องนอนอับชื้น เพราะเปิดแอร์ตอนเราอยู่ในห้องตลอด ดังนั้นในตอนกลางวันเราควรเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท ไล่ความชื้นออกไปบ้าง หากที่นอนอยู่ในตำแหน่งที่แสงแดดส่องถึงก็ยิ่งเป็นเรื่องดี ให้เอาผ้าปูที่นอนออกเพื่อให้แสงแดดโดนที่นอนอย่างทั่วถึง

กำจัดเชื้อราอย่าให้เหลือ
แน่นอนว่าห้องที่มีความชื้นย่อมเป็นที่โปรดปรานของเหล่าเชื้อรา วิธีการกำจัดเชื้อราคือ ฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อให้ทั่วฟูกนอน หรือผสมไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ กับน้ำอุ่นในปริมาณเท่า ๆ กัน แล้วเช็ดให้ทั่วบริเวณ

การทำความสะอาดห้องครัว ให้สวยปิ๊ง สไตล์โฮมเมด

ขึ้นชื่อว่าห้องครัวที่เป็นห้องสำหรับการปรุงาหาร เติมเต็มความสุขให้สมาชิกในครอบครัวได้อิ่มท้อง ก็ต้องคู่กับความสะอาดและเรื่องของสุขภาพอยู่เสมอ แต่แม่บ้านยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบโดยเฉพาะในตอนเช้า ที่ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมอาหารเช้าให้ลูก ๆ แถมยังต้องรีบออกไปทำงานอีก การทำความสะอาดครัวคงเรื่องยาก เราจีงแนะนำเทคนิคการทำความสะอาดครัวให้สวยปิ๊ง ไสตล์โฮมเมดมาแนะนำ

เก็บข้าวของให้เป็นที่เป็นทาง

เริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการจัดวางข้าวของเครื่องใช้ให้เข้าที่ เข้าทาง แยกอุปกรณ์ที่ต้องใช้หามุมผนังเล็ก ๆ ออกแบบที่แขวนทัพพีและตะหลิวให้อยุ่ด้วยกันจัดเป็นหมวดหมู่ จัดเรียงชุดถ้วยชามไว้ในตู้แยกประเภทและสี ที่สำคัญคือ ฝึกตัวเองให้เป็นนิสัยในการหยิบใช้อุปกรณ์เครื่องครัวและต้องเก็บเข้าที่ทุกครั้ง

ทำความสะอาดตู้แขวน และชั้นวางของ

ตู้แขวนหรือชั้นวางของมักจะมีบ้านประตูไม้ ซึ้งเจ้าวัสดุจำพวกไม้นี้มักเป็นที่อยู่ของพวกฝุ่นทั้งหลาย และเทคนิคการทำความสะอาดพื้นผิวไม้นั้นมีข้อระวังก็คือ ห้ามใช้ไม้ขนไก่หรือผ้าแห้ง เพราะนั้นคือการย้ายเจ้าขี้ฝุ่นตัวร้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ทางที่ดีควรใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดพวก “Swiffer Sweeprt Dry Cloth” ที่จะช่วยดูดซับฝุ่นไม่ให้ปลิวกระจายไปยังจุดอื่น ๆ

ก๊อกน้ำ-ซิงก์ล้างจาน

ปัญหาที่พบบ่อย คือคราบหินปูนชอบมาเกาะเจ้าก๊อกน้ำ ทำบริเวณรอบ ๆ เป็นคราบดำ วิธีการทำความสะอาดนั้นไม่ยาก เพียงแค่นำทิชชูอย่างหนาชุบน้ำส้มสายชูแล้วห่อก๊อกน้ำ ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง ง่าย ๆ แค่นี้ ก๊อกน้ำก็กลับมาสวยปิ๊งแล้ว

ท็อปเคาน์เตอร์แกรนิต

ผิวแกรนิตวัสดุสุดเลิศที่นิยมใช้เป็นวัสดุปิดผิวท็อปเคาน์เตอร์กลางครัว ที่ให้ความสวยงามแข็งแรงและทนความร้อนได้ดี การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก แต่สิ่งที่สำคัญที่หลายคนมักมองข้ามหรือไม่รู้ก็คือวัสดุแกรนิตควรได้รับการเคลือบผิวอยู่เสมออย่างน้อยปีละครั้ง

ครัวสเตนเลสสตีล

อีกหนึ่งวีสดุครัวสุดฮิตก็คือครัวสเตนเลสที่เสริมให้ครัวดูสะอาด เงางาม แต่ขณะเดียวกันการดูแลรักษาก็ต้องใช้เทคนิคอยู่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าวัสดุชนิดนี้ไม่ต้องดูแลบ่อย แต่อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งก็ควรทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นผสมน้ำยาทำความสะอาดอ่อน ๆ เช็ดด้วยผ้านุ่ม ๆ แต่ห้ามขัดเด็ดขาด เพราะผิสสเตนเลสจะเกิดรอยขีดข่วน และอีกอย่างคือรอยนิ้วมือและรอยด่างมักเกิดขึ้นบ่อยกับวัสดุประเภทนี้

และเพื่อสุขภาพของทุกคนในบ้านตลอดจน เพื่อไม่เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม ในการทำความสะอาดห้องครัวยังมีผลิตภัณฑ์อีกหลายชนิดที่สามารถนำมาเช้ดล้างทำความสะอาดห้องครัวของเราได้และหยิบหาใช้ได้ง่าย ๆ เช่น น้ำส้มสายชูขาว , น้ำยาทำความสะอาดที่ผสมน้ำมันสนและน้ำสบู่ เป็นต้น นอกจากจะทำให้ห้องครัวสะอาดแล้ว ยังไม่เป้นอันตรายต่อสมาชิกทุคนในบ้านและไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

สิ่งต้องห้ามในการทำความสะอาดห้องครัว

ฟองน้ำเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ในการนำมาใช้ทำความสะอาดครัว เพราะเจ้าฟองน้ำตัวดีนี่แหละที่มีอานุภาพพาเชื้อโรคให้แพร่กระจายออกไปในวงกว้าง ทางที่ดีแนะนำว่าควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จำพวก Paper Towel หรือทิชชูหนา ไม่มีขุย หรือทิชชูเปียกในการทำความสะอาดและควรทิ้งทุกครั้งหลังจากใช้งานเสร็จเพื่อลดการปนเปื้อนของแบคทีเรีย
อย่าผสมสารจำพวกแอมโมเนียกับน้ำยาซักฟอกเพื่อทำความสะอาด เพราะสารเหล่านี้จะก่อให้เกิดสารพิษ ระเหยออกมา น้ำยาทำความสะอาดพื้นห้องครัวแนะนำว่า ควรปราศจากน้่ำหอมและสารซักฟอก เพราะจะเกิดสารพิษตกค้างบนพื้นผิวของห้องครัว เพียงแค่ใช้น้ำสบู่เช็ดถูให้ทั่ว แต่หากบริเวณไหนมีคราบน้ำมันก็ใช้ผ้าชุบน้ำส้มสายชูเช็ดทำความสะอาด แล้วเช็ดออกน้ำอุ่นอีกครั้ง

แหล่งข้อมูล : Thaihomeonline.com

การทำความสะอาดแอร์บ้าน

แอร์ในบ้านเป็นแอร์ติดผนังห้อง โดยมักอยู่ต่ำกว่าเพดานเล็กน้อย
1. ปิดแอร์และถอดปลั๊กออกให้เรียบร้อยก่อนล้างแอร์

2. ถอดช่องอากาศออกด้วยความระมัดระวัง
3. ใช้แปรงดูดฝุ่นทำความสะอาดแผงต่างๆ ด้านใน
4. ตรวจดูท่อระบายน้ำทิ้งใต้เครื่องว่ามีอะไรอุดตันหรือไม่ จากนั้นใช้แปรงเล็กๆ ทำความสะอาดสิ่งสกปรกออก
5. ถอดฝาครอบออกจากเครื่องปรับอากาศ จากนั้นทำความสะอาดด้วยเครื่องดูดฝุ่นหรือล้างในน้ำอุ่นผสมสบู่

6. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าฝาครอบแห้งสนิทดีแล้ว ก่อนประกอบกลับเข้าไปในแอร์
7. ใช้แปรงดูดฝุ่น ไม้ปัดขนไก่ หรือผ้าเปียกหมาดๆ เช็ดด้านนอกของฝาครอบและช่องระบายอากาศ
8. ประกอบช่องอากาศออกกลับเข้าไปที่เดิม
9. เมื่อส่วนประกอบทุกชิ้นแห้งสนิทดีแล้ว คุณก็สามารถเสียบปลั๊กและเปิดเครื่องได้เหมือนเดิม

วิธีการทำความสะอาดพรม

1.การจัดการพวกคราบสกปรก เราต้องจัดการทันทีหลังจากที่มันเกิด เพราะเกิดคุณปล่อยมันทิ้งไปเรื่อยๆคราบก็จะแห้ง แล้วก็ยิ่งทำความสะอาดยากขึ้น ดังนั้นถ้าคุณจัดการตอนที่มันยังเปียกๆอยู่ล่ะก็ รับรองว่าคุณสามารถจัดการมันได้ง่ายกว่าตอนแห้งแล้วอย่างแน่นอน

2.ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ หรือผ้าที่ไม่ค่อยซับน้ำในการทำความสะอาดพรม เพราะหากคุณใช้ทิชชู่ก็จะทำให้เศษทิชชู่ ติดลงไปในพรมอย่างแน่นอน

3.ใช้เครื่องดูดฝุ่นในการทำความสะอาดพรม เพราะเป็นวิธีที่กำจัดฝุ่นในพรมได้อย่างง่ายที่สุด

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : cleanipedia

อันตรายจากการนอนดึก อาจทำให้คุณตายได้

หลายคนนอนดึก บางคนดูหนังโปรดของพวกเขาบางคนบางคนอ่านหนังสือและอื่น ๆ แทนการนอนหลับ นิสัยเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงในช่วงดึก

ตามที่มูลนิธิการนอนแห่งชาติผู้ใหญ่โดยเฉลี่ยต้องนอนเจ็ดถึงเก้าชั่วโมง ถ้าน้อยกว่านี้ก็อาจทำให้สุขภาพของคุณตกอยู่ในอันตรายได้

บทความนี้เน้นที่ผลกระทบที่เป็นอันตรายของการนอนหลับ

1.ความเครียด: อาการความเครียดเกี่ยวข้องกับจำนวนการนอนหลับที่คนได้รับในแต่ละวัน ผู้ที่นอนน้อยในระดับสูงของความเครียดเมื่อเทียบกับคนที่นอนหลับเป็นเวลาเจ็ดชั่วโมงเก้า จะนำไปสู่ความเจ็บป่วยทางจิตเช่นภาวะซึมเศร้า, โรคจิตเภทและโรคอัลไซเมอร์

2.โรคอ้วน: การนอนน้อยทำให้ร่างกายของคุณผลิตฮอร์โมน ghrelin มากขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้คนมักรู้สึกหิวโหยกว่าปกติ ดังนั้นคนที่นอนน้อยลงมีแนวโน้มที่จะอยากอาหารมากขึ้น; พวกเขาจะชอบกินอาหารขยะ ฯลฯ นิสัยเหล่านี้ทั้งหมดนำไปสู่โรคอ้วน

3.โรคหลอดเลือดสมอง: คนที่ได้รับการนอนหลับน้อยมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ 4 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่นอนหลับ 7 ถึง 9 ชั่วโมง

4.โรคเบาหวาน: คนที่นอนดึก ร่างกายไม่ตอบสนองได้ดีกับอินซูลิน และทำให้อินซูลินสูงซึ่งจะนำไปสู่โรคเบาหวาน

5.โรคหัวใจ: จากการวิจัยที่ดำเนินการในปี 2554 ผู้ที่นอนหลับน้อยมีแนวโน้มที่จะผลิตสารเคมีและฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่นอนหลับและนอนไม่ถึงหกชั่วโมงมีแนวโน้มที่จะพัฒนาโรคหัวใจร้อยละ 48

6.ความตาย:  จากการวิจัยที่ดำเนินการในปี 2553 แสดงให้เห็นว่าผู้ชายที่หลับน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืนมีโอกาสตายภายในสี่ปีได้ถึงสี่เท่า

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : evaidya.com

8วิธีการประหยัดไฟ

สำหรับเศรษฐกิจแบบนี้ทำให้มนุษย์เงินเดือน มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เช่น ค่าผ่อนคอนโด ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ผ่อนประกัน เป็นต้น ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายกันมากขึ้น วันนี้เราจึงนำ “ทริค 8 วิธีการประหยัดไฟ มาฝากกัน

1.ปรับอุณหภูมิแอร์ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ ช่วงฤดูร้อนเป็นช่วงที่สภาพอากาศร้อนระอุเป็นอย่างมาก ทำคนส่วนใหญ่เปิดแอร์ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศา และเป็นช่วงที่ค่าไฟพุ่งปรี๊ดเพราะสภาพอากาศที่มันร้อนมากๆนั้นเอง วิธีแก้ คือ การปรับอุณหภูมิให้อยู่ในระดับ 25 องศา และ ปรับสภาพร่างกายเราให้ชินกับอากาศภายในห้อง หรือ การไปเที่ยวตามห้างและสถานที่ต่างๆก็เป็นการประหยัดค่าไฟไปในตัวอีกด้วย

2.ลดการใช้แอร์มากจนเกินไป ในช่วงฤดูหนาว และ ฤดูฝน อากาศจะดีมากๆ เราสามารถจะเปิดหน้าต่างและพัดลม ก็ทำให้อากาศในห้องนั้นเย็นสบายโดยที่ไม่ต้องเปิดแอร์ตลอดเวลา ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ประหยัดค่าไฟกันเลย

3.ปิดก๊อกน้ำเมื่อไม่ใช้ เวลาที่เรายืนแปรงฟัน หรือ ยืนล้างจาน เป็นเวลาที่ใครหลายๆคนลืมปิดน้ำ ทำให้ค่าน้ำแพงขึ้น นอกจากนี้ยังเปิดน้ำไหลทิ้งผ่านร่างกายเวลาที่อาบน้ำอุ่นๆอีกด้วย ถึงแม้ว่าน้ำอุ่นจะทำให้ผ่อนคลายแต่ทำให้ค่าไฟ และค่าน้ำแพงขึ้น ถ้าวันไหนอากาศไม่ได้หนาว หรือ ร้อนจนเกินไปควรอาบน้ำในอุณหภูมิห้องจะดีกว่า เพราะทำให้เสียค่าไฟถูกลง และยังช่วยให้ผิวไม่แห้งอีกด้วย

4.ถอดปลั๊กไฟเมื่อไม่ใช้งาน ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นแล้วแต่ถ้าเราเสียบปลั๊กคาไว้ก็ทำให้เราเสียค่าไฟ 0.002 กิโลวัตต์/ ชั่วโมง นอกจากนี้การเสียบปลั๊กคาไว้ยังทำให้เราเปลืองไฟโดยใช่เหตุ แถมอายุการใช้งานของเราท์เตอร์จะสั้นลงด้วย ในทางกลับกันถ้าถอดปลั๊กทุกครั้งหลังใช้งานเสร็จ ตัวเราท์เตอร์จะรีบูทตัวเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้

5.การใช้ฟังชั่นตั้งเวลาปิด-เปิดแอร์ การตั้งเวลาเปิด-ปิดของแอร์ในช่วงตื่นนอนก่อนสัก 1-2 ชั่วโมง จะช่วยให้คุณประหยัดค่าไฟได้มากขึ้น เพราะ อุณหภูมิห้องยังเย็นอยู่และป้องยังกันการลืมปิดแอร์อีกด้วย

6.ล้างแอร์บ่อยๆช่วยเซฟค่าใช้จ่าย แอร์มักจะมีฝุ่นผงและสิ่งสกปรกไปติดแผงด้านในทำให้แอร์ทำความเย็นน้อยลง และอายุการใช้งานแอร์ไม่ได้นานอีกด้วย ทางที่ดีเราควรหมั่นทำล้านแอร์ทุกๆ 3-6 เดือน แต่สำหรับแอร์ที่ติดตั้งในบริเวณที่มีการรับประทานอาหาร หรือมีการปิด-เปิดของประตูตลอดเวลา ควรเพิ่มระยะความถี่ในการล้างแอร์ เป็นทุกๆ 2-3 เดือน แทน

7.การใช้หลอดไฟประหยัดพลังงาน หลอดไฟมีการทำออกมาหลายรูปแบบทั้งแบบธรรมดา กับแบบฟลูออร์เรสเซ้นส์ ที่ให้ความสว่างเท่ากันแต่ราคาสูงกว่าเพราะเป็นหลอดไฟที่ประหยัดพลังงาน ประหยัดค่าไฟได้อีกด้วย ถึงแม้ว่าราคาจะแพงกว่าแต่ประสิทธิภาพในการใช้งานคุ้มกว่าแน่นอน

8.หาทำเลการติดแอร์ที่เหมาะสม และสามารถระบายอากาศได้ดี บริเวณที่ติดตั้งแอร์สามารถกระจายลมได้ทั่วถึงทั้งห้อง ไม่มีสิ่งกีดขวาง และไม่ควรติดตั้งในมุมอับ นอกจากนี้ควรคำนึงในเรื่องของทิศทางแดดที่ส่องมายังห้อง เนื่องจากส่งผลต่อการทำงานของแอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าติดชิดผนังที่รับแดดจัด หรือทิศตะวันตก เพราะจะทำให้แอร์ทำงานหนัก ส่งผลเสียให้แอร์พังง่าย และกระจายความเย็นได้ไม่เต็มที่ แถมยังกินไฟอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายวิธีที่ทำให้ประหยัดเงินในกระเป๋า เช่น การรู้จักใช้น้ำอย่างประหยัด การปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน การถอดปลั๊กไฟเมื่อใช้งานแล้ว และอื่นๆอีกมากมาย

ขอบคุณข้อมูลจาก : estopolis.com/ lalinproperty.com