มาตรวจสอบระบบไฟฟ้าหลังน้ำท่วมกันเถอะ

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ปัญหาที่ตามมาในหลายๆพื้นที่ก็คือน้ำท่วม ขณะ น้ำท่วม ทุกบ้านควรจะปิดวงจรไฟฟ้าหรือคัทเอ้าท์ทั่วทั้งบ้าน ทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าเดินในระบบ ซึ่งลดอันตรายแก่ผู้อยู่อาศัย และแก้ปัญหาจากไฟฟ้าลัดวงจรได้อย่างแน่นอน แต่เมื่อน้ำลดลงควรตรวจสอบระบบไฟฟ้าในบ้านของท่านดังนี้

วิธีตรวจสอบระบบไฟฟ้า : เปิด คัทเอ้าท์ให้มีกระแสไฟฟ้าเข้ามา ถ้าปลั๊กหรือจุดใดจุดหนึ่งในระบบยังเปียกชื้นอยู่ คัทเอ้าท์จะตัดไฟและฟิวส์จะขาดให้เปลี่ยนฟิวส์แล้วทิ้งไว้ 1 วันให้ความชื้นระเหยออกไปแล้วลองทำใหม่ หากยังเป็นเหมือนเดิมคงต้องตามช่างไฟมาแก้ไขดีกว่าเสี่ยงชีวิต

เมื่อทดสอบผ่านขั้นตอนแรกไปแล้ว ลองทดสอบเปิดไฟฟ้าทีละจุด และทดสอบกระแสไฟฟ้าในปลั๊กว่ามาปกติหรือไม่ด้วย ไขควงทดสอบไฟ หากทุกจุดทำงานได้ก็สบายใจได้ หากมีปัญหาอยู่ต้องรอให้ความชื้นระเหยออกก่อน ถ้ายังมีปัญหาก็คงต้องตามช่างมาแก้ไขหรือเปลี่ยนปลั๊ก/ สวิตช์เหล่านั้น

ลองดับไฟทุกจุดในบ้าน ปลดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าออกทั้งหมด แต่ยังเปิดคัทเอ้าท์ไว้ แล้ววิ่งไปดูมิเตอร์ไฟฟ้าหน้าบ้านว่าหมุนหรือไม่ หากไม่เคลื่อนไหวแสดงว่าไฟฟ้าในบ้านเราไม่น่าจะรั่ว แต่ถ้ามิเตอร์หมุนแสดงว่าไฟฟ้าในบ้านท่านอาจจะรั่วได้ ให้รีบตามช่างไฟมาดูแลโดยเร็ว

หากพอมีงบประมาณสำหรับปรับเปลี่ยนระบบไฟฟ้าในบ้านของท่าน แนะนำให้ตัดปลั๊กไฟในระดับต่ำๆ ในบ้านชั้นล่างออกให้หมด (ถ้าคิดว่าน้ำท่วมอีกแน่ๆ ) แล้วปรับตำแหน่งปลั๊กไฟไปอยู่ที่ระดับประมาณ 1.10 เมตร หลังจากนั้นควรแยกวงจรไฟฟ้าออกเป็น 2-3 วงจร คือ

1.วงจรไฟฟ้าสำหรับบ้านชั้นล่าง (ที่น้ำอาจท่วมถึง)
2. วงจรไฟฟ้าสำหรับบ้านชั้นบนขึ้นไป (ที่น้ำท่วมไม่ถึง)
3. วงจรสำหรับเครื่องปรับอากาศ การกระทำดังกล่าวจะทำให้ท่านควบคุมการเปิด-ปิดวงจรไฟฟ้าในบ้านได้อย่างอิสระ และง่ายต่อการซ่อมแซมบำรุงรักษา

5ทริค กำจัดกลิ่นควันออกจากบ้าน

“กลิ่นควัน” ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นกลิ่นควันจากการเผาไหม้ จากควันรถ หรือแม้แต่ควันบุหรี่ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำให้น่าลำคานใจอย่างมาก วันนี้เราจึงมานำเสนอเรื่อง “5 ทริค กำจัดกลิ่นควันออกจากบ้าน” มาฝากกัน

ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมดับกลิ่นในบ้าน

  1. กำจัดทุกแหล่งที่ทำให้เกิดกลิ่นควัน กำจัดก้นบุหรี่ ก้นซิการ์ ที่เขี่ยบุหรี่ ฯลฯ จากในบ้านและบริเวณด้านนอก การปล่อยให้มีของแบบนี้อยู่ในบ้านก็จะยิ่งเป็นการซึมซับกลิ่นของควันต่อไปเรื่อยๆ ให้ทิ้งของเหล่านี้หลังจากที่ไฟมันดับไปแล้ว โดยทิ้งในถุงพลาสติกแล้วผูกปากถุงให้แน่นก่อนจะเอาไปทิ้งที่ถังขยะด้านนอกอีกทีหนึ่ง
  2. เปิดหน้าต่างและประตูทั้งหมดเพื่อระบายอากาศออกไปด้านนอก ทำบ่อยๆ ขณะที่กำลังทำความสะอาดหรือกำลังกำจัดกลิ่นให้บ้านอยู่
  3. ซื้อผลิตภัณฑ์ขจัดกลิ่น ผลิตภัณฑ์บางตัวก็โฆษณาว่าตัวเองมีฤทธิ์ในการควบคุมหรือกำจัดกลิ่นได้ อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญคือคุณต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ทำความสะอาดรวมอยู่ได้ พวกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดับกลิ่นได้นั้นไม่สามารถกำจัดกลิ่นควันได้หรอก ให้ลองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสิ่งต่อไปนี้ดูจะดีกว่า

ขั้นตอนที่ 2 กำจัดกลิ่นออกจากพรม เสื้อผ้า และผ้าลินิน

  1. รวบรวมเสื้อผ้า ผ้านวม หมอน และผ้าม่าน ทุกอย่างที่เป็นผ้าหรือลินินและสามารถซักได้ ก็ควรนำมารวมกันในกองที่จะซัก
  2. สำรวจพรม ถ้ามันสกปรกมากๆ และมีกลิ่นควันแรงจริงๆ ก็เปลี่ยนมันซะ แต่ถ้าเปลี่ยนไม่ได้ก็ทำความสะอาด
  3. โรยเบกกิ้งโซดาใส่เฟอร์นิเจอร์ที่มีผ้าหุ้มและพรม หรือจะใช้สารเคมีทำความสะอาดที่เข้มข้น ผลิตภัณฑ์กำจัดกลิ่นนี้ ผู้เชี่ยวชาญมักจะใช้ช่วยดับกลิ่นในบ้านหลังจากถูกไฟไหม้นั่นเอง

 

ขั้นตอนที่ 3 กำจัดกลิ่นควันออกจากบริเวณพื้นผิวอื่นๆ ภายในบ้าน

  1. ใช้น้ำส้มสายชูหรือน้ำยาฟอกขาวเจือจางในการทำความสะอาดผิวที่ไม่ใช่ผ้า น้ำยาฟอกขาว และยิ่งน้ำส้มสายชูนั้น สามารถแตกน้ำมันทาร์และเรซินในควันบุหรี่ได้ดีเชียวล่ะ กลิ่นของน้ำยาฟอกขาวกับน้ำส้มสายชูอาจออกมาในตอนแรก แต่เดี๋ยวเวลาผ่านไปมันก็จะหายไปเอง ไม่เหมือนกับกลิ่นควันที่จะติดอยู่ไปตลอด
  2. ล้างพื้น ฝ้าผนัง กรอบหน้าต่าง กำแพง และอุปกรณ์อื่นๆ
  3. เช็ดเฟอร์นิเจอร์ไม้ พลาสติก และโลหะและข้าวของเครื่องใช้ด้วยน้ำส้มสายชูใส เทน้ำส้มสายชูใสลงในขวดสเปรย์และเช็ดมันให้สะอาดด้วยผ้า จากนั้นก็ล้างด้วยน้ำสะอาดและใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้ง ถ้าหากว่าเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นค่อนข้างจะบอบบาง

4. ดูดฝุ่นหรือล้างพวกของเล็กๆ น้อยๆ เช็ดมันหรือล้างมันด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ หรือจะเอาออกไปไว้ด้านนอกจนกว่าจะทำความสะอาดและดับกลิ่นบ้านได้ทั้งหมดแล้วก็

 

ขั้นที่ 4 ทาสีกำแพงใหม่

  1. ล้างกำแพง คุณสามารถใช้ผลิตภัณฑ์หรือสารละลายทำความสะอาดหลายๆ ตัวในการล้างกำแพงและกำจัดฝุ่น คราบมัน รวมถึงกลิ่นออกได้
  2. ใช้สีรองพื้นแบบดับกลิ่นกับกำแพงที่ล้างแล้ว พวกผลิตภัณฑ์อย่างยี่ห้อ Zinsser Bullseye และ Kilz ถือเป็นสิ่งสำคัญในการนำมาดับกลิ่นที่ติดอยู่เป็นเวลานานเลยล่ะ เพียงแค่ทาสีใหม่ไม่ทำให้กลิ่นหายไปหรอก และมันยังเป็นการกักกลิ่นเอาไว้ในสีอีกด้วย
  3. พิจารณาในการทาสีใหม่ในส่วนอื่นๆ ของบ้าน ตัวอย่างเช่น ถ้าหากว่าเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ มีกลิ่นควัน คุณก็สามารถล้างมัน ทาสีรองพื้นใหม่ และทาสีเพื่อกำจัดกลิ่นไปก็ได้

ขั้นที่ 5 ปรับกลิ่นในอากาศ

  1. เปลี่ยนอุปกรณ์กรองอากาศ กรองเตา และกรองแอร์ อากาศที่พัดในบ้านอาจยังมีกลิ่นควันอยู่ ฉะนั้นให้เปลี่ยนอุปกรณ์กรองอากาศต่างๆ ทั้งหมดเพื่อชำระอากาศให้สะอาด และทำให้อากาศในบ้านบริสุทธิ์
  2. ซื้อเครื่องฟอกอากาศ คุณสามารถเลือกว่าจะซื้อเครื่องฟอกอากาศมาติดตั้งกับระบบที่กรองอากาศเข้าบ้านเลย หรือจะซื้อแบบที่ฟอกอากาศในห้องๆ หนึ่งก็ได้ โดยให้คำนึงถึงขนาดของห้องและบ้าน และซื้ออุปกรณ์ให้ได้ขนาดและความคงทนเหมาะกับพื้นที่ที่ใช้
  3. วางชามที่มีถ่านกัมมันต์เอาไว้รอบบ้าน ถ่านกัมมันต์สามารถใช้ดูดซับกลิ่นได้ ให้วางชามที่ใส่ถ่านเอาไว้ในบ้านบริเวณที่อากาศไม่ไหลเวียน อย่างห้องที่ไม่มีหน้าต่าง หรือตู้เก็บของ เมื่อเวลาผ่านไป ถ่านก็จะดูดกลิ่นเหล่านั้นเข้าไปนั่นเอง

 

แหล่งข้อมูล : naibann.com / wikihow.com

รูปภาพ : Marketeer/Twitter / Learning By Krudang – WordPress.com / foundationforearthscience.org/JEAB.com/ Tsood.com

4เคล็ด(ไม่)ลับ การทำความสะอาดบ้านให้น่าอยู่

1.การทำความสะอาด ความสะอาดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บ้านน่าอยู่  การทำความสะอาด  ปัดกวาด  เช็ดถูเป็นประจำ  ทำให้เครื่องเรือนเครื่องใช้ปราศจากความสกปรกแม้แต่บริเวณบ้าน  รั้ว  สนาม  ทางเดินเข้าบ้านสะอาด  ร่มรื่น  ปราศจากขยะมูลฝอยต่าง ๆ

2.การสร้างความสะดวกสบาย จัดแบ่งพื้นที่บริเวณบ้านให้เกิดการใช้สอยที่เป็นสัดส่วน เดินไปมาสะดวกและมีแสงแดดส่องถึง  ระบายอากาศได้ดี  มีการจัดวางสิ่งของเครื่องใช้อำนวยความสะดวกไว้อย่างเหมาะสม  สะดวกในการหยิบใช้และการทำกิจกรรมต่าง ๆ

3.การตกแต่งให้สวยงาม นอกจากการจัดวางสิ่งของเครื่องใช้ให้เหมาะสมดังที่กล่าวในข้อที่ผ่านมา การจัดตกแต่งให้เป็นระเบียบ ไม่เกะกะ  การจัดวางสิ่งของให้เกิดความสมดุล  การใช้สี  การตกแต่งผ้าม่าน  เพื่อให้ดูสบายตาก็สามารถทำให้บ้านสวยงามน่าอยู่ยิ่งขึ้น

4.การจัดบ้านให้เกิดความปลอดภัย การจัดบ้านให้มีความปลอดภัยจากอุบัติเหตุต่าง ๆ  เช่น  มีลูกกรงที่ระเบียงกันพลัดตกบันไดให้แข็งแรง  เก็บยา  สารเคมีให้พ้นจากมือเด็ก ทำความสะอาดบ้าน  บริเวณบ้านให้ปราศจากตะไคร่จับทำให้ลื่นในขณะทำกิจกรรม ปลูกบ้านห่างไกลจากสิ่งปฏิกูลและแหล่งแพร่เชื้อโรคหรือมีวิธีการป้องกันที่ถูกต้องเหมาะสม  ถ้าหากไม่สามารถหลีกเลี้ยงได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : beelievesourcing.co.th

5 ประโยชน์ของถ่าน ที่ไม่ได้มีไว้แค่ปิ้งย่าง

ประโยชน์ของถ่าน สามารถนำไปใช้ทำอะไรได้บ้างนอกจากเป็นเชื้อเพลิงสำหรับหุงต้ม ตามไปชมและเอาไปใช้กันได้เลยค่ะ หลาย ๆ คนเลยคุ้นกับการใช้ ถ่าน หรือถ่านกัมมันต์ (Activated Charcoal) ไว้หุงต้มเพียงอย่างเดียว ทั้งที่จริงแล้วเจ้าก้อนสีดำเนี่ยสามารถทำไปทำอะไรได้อีกหลายอย่างเลย  ตามไปดูประโยชน์ของถ่านที่เรานำมาฝากในวันนี้พร้อม ๆ กันเลยค่ะ

1. ช่วยดูดซับกลิ่น

ไม่ว่าจะเป็นลิ้นชัก ตู้เย็น ถังขยะ ห้องน้ำ หรือที่ไหน ๆ ในบ้าน หากถ้ามีกลิ่นเหม็นแล้วละก็ ให้นำถ่านสัก 2-3 ก้อน
ไปวางไว้ในจุดที่ต้องการ แล้วกลิ่นเหม็นก็ค่อย ๆ หายไป โดยรูพรุนเล็ก ๆ บนผิวของถ่านจะช่วยดูดซับสารเคมีที่มีกลิ่นประเภทไฮโดรคาร์บอนเอาไว้ เช่น กลิ่นบุหรี่ เป็นต้น

2. ป้องกันความชื้น


หากอากาศภายในบ้านถ่ายเทได้ไม่ดีพอ หรือมีช่องระบายลมเล็กเกินไป โดยเฉพาะห้องที่มีความชื้นสูงอย่างเช่น ห้องน้ำ ก็จะทำให้มีกลิ่นอับและเกิดเชื้อราตามมา แต่สามาถป้องกันไว้ก่อนได้ โดยนำผงซักฟอกมาผสมเบกกิ้งโซดาหรือน้ำส้มสายชูแล้วเช็ดพื้น ผนัง เพดานให้ทั่ว แล้วค่อยเอาถ่านมาวางทิ้งไว้ นอกจากนี้หากมีกล่องเก็บของ เช่น กล่องเก็บเครื่องมือช่าง เพียงแค่เอาถ่านก้อนเล็ก ๆ ไปใส่ไว้ ก็ช่วยลดความชื้นและป้องกันการเกิดสนิมได้เหมือนกัน

3. ปกปิดรอยขีดข่วน


ถ้าเฟอร์นิเจอร์หรือพื้นเป็นสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม ๆ ละก็ บังเอิญมีรอยขีดข่วนเล็ก ๆ ที่ยกไปให้ช่างซ่อมก็ไม่คุ้ม แต่ปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นก็ไม่น่าดูแล้วละก็ เอาถ่านมาถูเบา ๆ  ตรงจุดที่เป็นรอยหรือคราบสกปรกที่ลบไม่ออก เพียงเท่านี้เฟอร์นิเจอร์ที่เคยมีรอยตำหนิ ก็จะกลับมาสวยงามเหมือนเดิมแล้ว

4. ยืดอายุดอกไม้สด


ส่วนใหญ่ดอกไม้สดที่นำมาปักแจกันไว้ตกแต่งบ้าน มักจะอยู่ไม่ได้นานก็เหี่ยว แม้จะวางในห้องแอร์ก็ตาม ปัญหานี้แก้ไขง่ายมาก ๆ เลย  เพียงแค่ใส่ถ่านลงไปพร้อมน้ำประมาณ 1-2 ก้อน แถมยังทำให้น้ำใสและสะอาดอีกด้วย

5. บำรุงต้นไม้

สำหรับต้นไม้ปลูกในดิน ให้นำถ่านมาทุบเป็นก้อนเล็ก ๆ แล้วโรยลงไปรอบโคนต้นไม้ก่อนใช้ดินกลบอีกรอบ ก็จะช่วยรักษาความชื้นในดินและป้องกันการเกิดวัชพืชด้วย ส่วนต้นไม้ปลูกในกระถางนั้น ให้ใส่ถ่านรองก้นกระถางก่อนลงดินปลูกต้นไม้เอาไว้
ถ่านก็จะช่วยอุ้มน้ำเอาไว้ ไม่ให้น้ำระบายออกเร็วเกินไป แถมยังช่วยเพิ่มแร่ธาตุให้กับดินอีกด้วยล่ะ

ถ่าน นอกจากจะใช้ดับกลิ่นเหม็น กลิ่นอับ กลิ่นอื่น ๆ ที่เราไม่ชอบได้แล้วเนี่ย ยังช่วยป้องกันความชื้น คืนความใหม่ให้กับเฟอร์นิเจอร์
ทำให้ดอกไม้สดอยู่ได้นานขึ้น แถมยังใช้เป็นวัสดุปลูกต้นไม้ได้ด้วย เป็นของสารพัดประโยชน์จริง ๆ เลย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Kapook

การทำความสะอาดเคาน์เตอร์ในครัว

โดยปกติแล้วเรามักฉีดน้ำยาทำความสะอาดลงไปบนพื้นที่สกปรกจากนั้นก็ใช้กระดาษหรือผ้าเช็ดออกทันที แต่วิธีนี้เป็นวิธีที่ผิด เราควรฉีดน้ำยาทำความสะอาดแล้วทิ้งไว้ประมาณ 5 -10 นาทีเพื่อให้น้ำยาออกฤทธิ์สลายคราบเสียก่อน แล้วค่อยเช็ดออกวิธีนี้ประหยัดแรงในการขัดถูให้คุณแม่บ้านได้มากทีเดียว

มาดักลมเข้าบ้านกันเถอะ

ประเทศไทยของเรานั้นตั้งอยู่ในเขตที่เรียกได้ว่าเขตร้อนชื้นของโลก ซึ่งถึงแม้จะมีสภาพอากาศถึง 3 ฤดูในหนึ่งปี หากแต่ทุกฤดูก็ยังคงต้องผจญกับความร้อนอบอ้าวอยู่ดี

อีกทั้งในปัจจุบันนี้ลมฟ้าอากาศของบ้านเราจะค่อนข้างแปรปรวน อันเนื่องมาจากสภาพอากาศของโลกที่เปลี่ยนไป เนื่องมาจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลาย ทำให้ภูมิอากาศของบ้านเรานั้น ต้องเผชิญกับความร้อนอยู่เสมอ

ทางแก้ไขปลายทางของหลาย ๆ ครัวเรือนจึงเลือกที่จะติดเครื่องปรับอากาศไว้ที่บ้านค่ะ หากแต่ก็ต้องแลกมาซึ่งการสิ้นเปลืองพลังงานและเงินในกระเป๋า วันนี้บ้านแสนรักจึงจะมาขอแนะนำวิธีการที่จะช่วยให้บ้านของเราคลายร้อนได้ด้วยวิธีที่ประหยัดกว่านั้นนะคะ นั่นก็คือ การ สร้างบ้าน โดยการดักทิศทางลมนั่นเอง

ตามทฤษฎีแล้ว เมืองไทยของเรานั้นจะมีลมประจำถิ่นที่พัดจากทิศใต้หรือทิศตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงเดือนมีนาคม-เดือนตุลาคม ค่ะ และมีลมพัดจากทิศเหนือหรือตะวันตกเฉียงเหนือในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ตั้งของบ้านด้วย ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกันก็จะมีทิศทางของลมแตกต่างกัน อีกทั้งบ้านที่สร้างและอยู่อาศัยกันในเมือง ก็มักจะอยู่ใกล้กันหรือชิดติดกัน รวมถึงมีอาคารสูงล้อมรอบ ทำให้ทิศทางของลมผิดเพี้ยนไป จนดูเหมือนกับว่าลมจะพัดมาจากทุกทิศทุกทาง ไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีที่กล่าวมาข้างต้นนะคะ

ดังนั้น การช่วยดักลมเข้าบ้าน ถ้าตำแหน่งที่ตั้งบ้านไม่อยู่ในที่อับลมจนเกินไป ก็ทำได้โดยการกำหนดให้มีช่องประตูหน้าต่างอยู่ในทิศทางที่ลมพัดผ่าน โดยจะต้องมีทั้งช่องทางที่ให้ลมพัดเข้าและออก ซึ่งก็จะมีเทคนิคพื้นฐานง่าย ๆ ด้วยการเจาะให้มีช่องลมพัดเข้าและออกอยู่ตรงกันข้ามกัน และมีขนาดใหญ่เท่ากัน ซึ่งก็จะทำให้การพัดผ่านของลมมีประสิทธิภาพมากที่สุด

นอกจากวิธีการเจาะช่องลมให้มีขนาดเท่ากันอย่างที่แนะนำไว้ด้านบนแล้ว หากช่องลมเข้ามีขนาดเล็ก ช่องลมออกมีขนาดใหญ่ ก็จะช่วยเพิ่มความเร็วลม ทำให้บ้านเรารับลมได้มาก ทางกลับกัน หากช่องลมเข้ามีขนาดใหญ่ แต่ช่องที่ลมออกมีขนาดเล็ก ลมที่พัดเข้าสู่บ้านก็จะน้อยตามไปด้วย

หวังว่าการรู้วิธีและเทคนิคในการดักลมเข้าบ้านก็จะช่วยเพิ่มความเย็นสบาย คลายร้อน ให้กับอาคารบ้านเรือนของทุกท่านได้ไม่มากก็น้อย

 

รูปภาพ  Boonkong Boonpeng

ขอบคุณข้อมูลจาก ข้อมูล boybdream.com,alive-house.com

ห้องนอนสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้

ปัจจุบันนี้มีผู้ป่วยเป็น โรคภูมิแพ้ กันมากขึ้นนะคะ หากลองสำรวจด้วยการถามคนรอบข้างเรา 10 คน อาจจะต้องมีอย่างน้อย 1 คนที่เป็นโรคนี้ บางคนแพ้ขนสัตว์ บางคนแพ้ฝุ่นละออง บางคนแพ้อากาศ  มีตั้งแต่อาการเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงขั้นต้องรับประทานยาเป็นกิจวัตรกันเลยทีเดียว

สาเหตุของโรคภูมิแพ้ นั้น เป็นเพราะว่าระบบภูมิคุ้มกันมีปฏิกิริยาที่ไวเกินไปในการตอบสนองสิ่งแปลกปลอมแบบผิดปกติค่ะ ทั้งๆที่สิ่งแปลกปลอมนั้นไม่มีอันตรายกับร่างกาย แต่เป็นความเข้าใจผิดของร่างกายที่คิดว่าสิ่งแปลกปลอมบางอย่างเป็นอันตราย จึงมีปฏิกิริยาตอบสนอง โดยการผลิตสารภูมิต้านทานขึ้นเพื่อกำจัดและทำลายสิ่งแปลกปลอมนั้น และแทนที่สารภูมิต้านทานที่ร่างกายผลิตขึ้นจะเป็นเครื่องปกป้องร่างกาย กลับกลายเป็นว่ามันเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายเจ็บปวดเสียเอง จึงทำให้เกิดอาการแพ้

และทำไมคนที่อยู่ในเมืองใหญ่จึงเป็นมากกว่าคนต่างจังหวัดล่ะ นั่นก็เพราะว่าในเมืองใหญ่นั้นอุดมไปด้วยมลพิษต่าง ๆ มากกว่าต่างจังหวัด อย่างเช่น มลพิษจากการก่อสร้าง การจราจร มีฝุ่นละอองหนาแน่น คนนิยมเลี้ยงสัตว์ในบ้านกันมากขึ้น การตกแต่งบ้าน การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ที่มักก่อให้เกิดฝุ่น หรือการนิยมติดเครื่องปรับอากาศ ทำให้อากาศถ่ายเทได้ไม่ดี เหล่านี้เป็นสาเหตุเริ่มต้นที่ทำให้เราเกิดอาการแพ้ได้ค่ะ ดังนั้นในการจัดตกแต่งบ้านโดยเฉพาะห้องนอนซึ่งเป็นห้องที่สำคัญต่อสุขภาพร่างกายเรามากที่สุด เพราะเป็นสถานที่ที่เราใช้นอนหลับพักผ่อน เฉลี่ยแล้วประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวัน จึงต้องใส่ใจกับการจัดตกแต่งให้มากกว่าห้องอื่นๆ

1.อันดับแรก ห้องนอนของเราควรมีหน้าต่าง 2 ด้านค่ะ ทั้งนี้ ก็เพื่อช่วยในการหมุนเวียนถ่ายเทของอากาศจากภายนอกเข้าสู่ห้อง ห้องนอนไม่ควรอยู่ใกล้ห้องน้ำหรือมีห้องน้ำในตัว เพราะห้องน้ำเป็นแหล่งสะสมความชิ้นและเชื้อโรคต่างๆ แต่เพื่อความสะดวกในการใช้งานแล้ว การที่มีห้องน้ำในห้องนอนก็จะมีวิธีแก้ คือบานประตูจะต้องทึบไม่มีช่องระบายอากาศ ที่สำคัญคือ ในห้องน้ำต้องติดตั้งพัดลมดูดอากาศออกนอกห้อง และควรจะมีช่องแสงกว้างๆ เพื่อแสงแดดจะได้ส่องถึง ลดความชื้นและฆ่าเชื้อโรคด้วย

2.ห้องนอนต้องมีแสงแดดส่องถึง เพื่อช่วยขจัดความอับชื้นและฆ่าเชื้อโรคบางชนิดได้

3.วัสดุปูพื้นห้องนอนสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ควรเป็นพื้นไม้ จะเป็นพื้นไม้จริงหรือพื้นไม้ลามิเนตก็ได้ เน้นที่ทำความสะอาดง่าย ไม่อมฝุ่น ไม่ควรใช้กระเบื้อเซรามิคเพราะจะทำให้พื้นห้องเย็นเกินไป

4.ผนังห้อง หากต้องการความนุ่มนวล แนะนำให้ติด wallpaper ค่ะโดยใช้กาวที่ผสมน้ำยากันเชื้อรา แต่ถ้าเป็นผนังทาสี ควรเลือกสีไร้สารตะกั่วและเป็นชนิดที่สามารถทำความสะอาดได้ง่าย

5.เตียงนอน ควรใช้เตียงไม้ขาลอย มีพื้นที่ใต้เตียง เพราะสะดวกต่อการทำความสะอาด ไม่ควรใช้เตียงที่มีลิ้นชักเก็บของ เพราะจะเป็นแหล่งสะสมฝุ่นอย่างดี

6.ในห้องนอนไม่ควรมีชั้นวางหนังสือ ของสะสมต่างๆ เช่น ตุ๊กตา เพราะเป็นแหล่งสะสมฝุ่นมาก ถ้าต้องการจริงๆ ควรใส่ในตู้ชนิดที่มีบานกระจกติด ช่วยกันฝุ่นได้ค่ะ

7.สำหรับคนที่ชอบทำงานในห้องนอน ควรจัดให้โต๊ะทำงานอยู่ห่าง ๆ จากหัวเตียงด้วยนะคะ ผลวิจัยบอกว่า โต๊ะทำงานของเรา ๆ ท่าน ๆ มีแบคทีเรียมากกว่า ห้องน้ำเป็นสิบเท่าเลย

8.เฟอร์นิเจอร์ใน ห้องนอนควรมีน้อยชิ้นที่สุด หลีกเลี่ยงการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีอายุการใช้งานมานานเพื่อลดความเสี่ยงที่ ต้องสัมผัสกับฝุ่น

9.ตู้เสื้อผ้าไม่ควรตั้งในห้องนอน เนื่องจากฝุ่นจากเส้นใยผ้าอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ แต่ถ้าไม่สามารถแยกพื้นที่เป็นสัดส่วนได้จริงๆก็ขอให้หมั่นทำความสะอาดบ่อย ๆ

10.วัสดุที่ใช้ทำตู้ ควรเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้อัด ไม่ควรใช้เฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูป โดยเฉพาะประเภทที่ใช้วัสดุไม้ Particle board เนื่องจากเป็นวัสดุที่มีส่วนผสมของ Formaldehyde ที่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ หรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ก็ควรเปิดหน้าต่าง ให้อากาศถ่ายเทบ้าง

11.ไม่ควรปูพรมใดๆเพราะพรมเป็นแหล่งสะสมฝุ่นและความชื้นอย่างดี

12.เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับการนอน เช่น ผ้าปูที่นอน หมอน ผ้านวมที่ออกแบบมาสำหรับคนเป็นโรคภูมิแพ้โดยเฉพาะ ราคาอาจสูงกว่าผ้าธรรมดานะคะ แต่ก็น่าจะคุ้มกับการลงทุนเพื่อสุขภาพที่ดี และอย่าลืมหมั่นซักทำความสะอาดเครื่องนอนเหล่านี้อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งเพื่อขจัดฝุ่นละอองที่อาจจะติดอยู่ตามเครื่องนอนเหล่านั้นได้

13.ผ้าม่านในห้องนอนควรเลือกแบบที่สามารถถอดซักทำความสะอาดได้บ่อยๆ หรืออาจจะเลือกใช้เป็น ม่านม้วน (Roller blinds) เพราะเป็นวัสดุสังเคราะห์ ที่ต่างจากผ้า เนื่องจากมีวัสดุผิวเรียบ ง่ายต่อการทำความสะอาด

14.ไม่ควรตากผ้าในห้องนอน เพราะจะทำให้เกิดความอับชื้น

15.คนที่เป็นโรคภูมิแพ้นั้นห้ามเอาสัตว์เลี้ยงมานอนเป็นเพื่อนในห้องนอนเด็ดขาดเลยนะคะ

16.หมั่นดูดฝุ่น เช็ดถู ทำความสะอาดห้องนอนเป็นประจำ

17.ควรให้ช่างมาทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศอย่างน้อย 3 เดือนต่อ 1 ครั้ง

18.แนะนำให้ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในห้องนอน

19.ไม่ควรใช้พัดลมแบบติดเพดาน เพราะพัดลมจะเก็บฝุ่นเวลาเราไม่ได้เปิดใช้

 

สรุปได้ว่าในการออกแบบตกแต่ง ห้องนอนสำหรับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ ฝุ่น หรืออากาศ นั้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอย่างแรกเลย คือ ห้องนอนจะต้องไม่เก็บฝุ่นค่ะ อะไรก็ได้แต่ไม่เก็บฝุ่น ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายของเราสามารถนอนหลับพักผ่อนได้เต็มที่ ไม่ต้องผจญกับอาการแพ้ฝุ่นจนพักผ่อนไม่สบายและส่งผลให้ร่างกายของเราอ่อนแอหรือเกิดโรคภัยไข้เจ็บอื่น ๆ ตามมาด้วย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก bloggang.com

ทำความสะอาดด้วยยาสีฟัน

1.ทำความสะอาดเครื่องประดับ
เพื่อขัดให้เครื่องประดับของเราเงาวับแวววาวมากยิ่งขึ้น ให้บีบยาสีฟันเพียงเล็กน้อยลงบนแปรงสีฟันเก่าที่เราไม่ใช้แล้ว จากนั้นขัดคราบสกปรกออกเบาๆจากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดคราบยาสีฟันออก เท่านี้เครื่องประดับของเราก็จะวาววับแล้ว
.
2.ทำความสะอาดคราบบนหน้าเตารีด
ใช้ยาสีฟันป้ายบนรอยคราบที่ติดอยู่บนหน้าเตารีดเพียงเล็กน้อย จากนั้น ใช้ผ้าชุบน้ำแล้วบิดออกให้แห้งหมาดๆ และเช็ดคราบยาสีฟันบนหน้าเตารีดออก จนกว่าจะสะอาด อย่าลืมเช็คให้ชัวร์ก่อนนะคะว่า ไม่ได้เสียบปลั๊กเตารีดไว้อยู่ และหน้าเตารีดต้องไม่ร้อนแล้วเท่านั้น มิเช่นนั้นอาจเกิดอุบัติเหตุได้
.
3.ทำความสะอาดไฟหน้าของรถ
ถ้าไฟหน้าของรถคุณเริ่มมัว ไม่สว่าง สามารถใช้ยาสีฟันแก้ปัญหานี้ได้ ขอเพียงไฟหน้าของคุณไม่ได้ทำจากกระจกเท่านั้นล่ะ (เพราะยาสีฟันไม่มีประสิทธิภาพมากพอในการทำความสะอาดกระจก) วิธีการก็คือ บีบยาสีฟันใส่ผ้าขี้ริ้วแล้วขัดออกอย่างช้าๆ ในทิศทางเดียวกัน จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาดเท่านี้ก็เรียบร้อย
.
4.วิธีดับกลิ่นอาหารติดมือ
เวลาเข้าครัวทำอาหาร มักเจอกลิ่นคาวจาก เนื้อสัตว์ อย่าง ปลา หรือ กลิ่นจาก หัวหอม กระเทียม ติดมืออยู่เป็นประจำ ซึ่งล้างด้วยสบู่เท่าไหร่ก็ไม่ออก ลองยาสีฟัน บีบและถูไปให้ทั่วมือ จากนั้นล้างน้ำออกให้สะอาด
.
5.ลบรอยข่วนบนรองเท้าผ้าใบ
บีบยาสีฟันเพียงเล็กน้อยลงบนผ้าสะอาด จากนั้นถูเบาๆ บริเวณรอยข่วนหรือรอยเปื้อน จากนั้นเช็ดออกด้วยผ้าสะอาด และปล่อยให้แห้งค่ะ
.
6.ขจัดคราบเปื้อนบนพรม
รอยเปื้อนบนพรมสามารถกำจัดออกได้ด้วยยาสีฟันค่ะ เพียงป้ายยาสีฟันบนคราบเปื้อน จากนั้นให้ล้างออก หรือ ซักตามปรกติ เท่านี้ คราบเปื้อนก็จะหลุดออกแล้ว
.
7.ซ่อมรอยขีดข่วนบนหน้าจอมือถือ
เพียงป้ายยาสีฟันเพียงเล็กน้อยลงบนผ้านุ่มๆ หรือ สำลีพันก้าน จากนั้นถูวนเบาๆ บริเวณรอยข่วน รอยข่วนจะดูจางลง จากนั้นใช้ผ้าแห้งหมาดๆ เช็ดยาสีฟันออก
.

ขอบคุณข้อมูลจาก : apartmenttherapy.com

ภาพจาก : blogindustrial.com

เคล็ดลับการทำความสะอาดตู้เย็นให้ใหม่เอี่ยม

1. วิธีป้องกันเชื้อรา
ถ้าคุณพึ่งซื้อตู้เย็นมาใหม่ๆ และอยากป้องกันไม่ให้มีเชื้อราเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มแรก คุณควรนำผงฟูหรือเบกกิ้งโซดาผสมกับน้ำเปล่า และใช้ผ้าสะอาดชุบส่วนผสมที่ได้ทาให้ทั่วขอบยาง ก็จะเป็นวิธีที่สามารถช่วยป้องกันไม่ให้ขอบยางตู้เย็นเกิดเป็นเชื้อราขึ้นมาได้ และยังง่ายต่อการทำความสะอาดในภายหลังกันอีกด้วย
.
2. ลดปัญหากลิ่นอับ
สำหรับการทำความสะอาดภายในตู้ก็สามารถใช้ฟองสบู่ผสมน้ำทำความสะอาดได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าตู้เย็นเกิดมีกลิ่นอับด้วย ให้คุณวางถ่านหุงต้มสัก 2-3 ก้อน ไว้ในตู้เย็น หรือใครจะใช้เป็นผงกาแฟแบบบดใส่ภาชนะวางทิ้งไว้ในตู้เย็นก็จะสามารถช่วยลดปัญหาการเกิดกลิ่นอับภายในตู้เย็นได้เป็นอย่างดี และยังช่วยให้ตู้เย็นหอมสดชื่นกันได้อีกด้วย คราวนี้ถ้าพ่อบ้านแม่บ้านคนไหนกำลังคิดจะทำความสะอาดตู้เย็นกันอยู่ละก็ อย่าลืมนำเอาเคล็ดลับต่างๆ เหล่านี้ไปใช้กันดูนะคะ รับรองได้เลยว่าคุณจะรู้สึกว่าการทำความสะอาดตู้เย็นไม่ได้ยากอย่างที่คิด
.
3.ขอบยางตู้เย็น
ขอบยางตู้เย็นเวลาใช้ไปสักพักมักจะมีคราบดำๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะตู้เย็นที่ต้องตั้งอยู่ในห้องครัว จะโดนพวกคราบน้ำมันพร้อมกับฝุ่นผสมกันเกาะอยู่ตามขอบยางของตู้เย็นทำให้เกิดเป็นคราบสีดำๆ ดูสกปรกไม่สะอาดตา หรือบางครั้งเกิดจากความชื้นทำให้ขอบยางเกิดเป็นราดำ เวลาทำความสะอาดจะค่อนข้างยาก สำหรับเคล็ดลับที่สามารถช่วยทำให้ขอบตู้เย็นทำความสะอาดได้ง่ายๆ จะได้แก่ ให้ใช้น้ำผสมกับฟองสบู่แล้วนำฟองน้ำชุบถูให้ทั่ว นอกจากจะช่วยทำให้ออกได้ง่ายแล้ว ตู้เย็นยังมีกลิ่นหอมสดชื่นอีกด้วย
.

ขอบคุณข้อมูลจาก : sanook

ภาพจาก : motherandcare

ทำความสะอาดพื้นระเบียงไม้

ก่อนทำความสะอาด

อย่างแรกที่ต้องทำก่อนจะลงมือทำความสะอาด ก็ต้องเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมก่อน ไม้กวาด แปรงไนลอน และหัวฉีดแรงดันสูง สำหรับต่อกับสายยางก็ควรจะมีเช่นกัน อย่าลืมผงซักฟอก และน้ำยาทำความสะอาด แต่ควรจะตรวจสอบกับพื้นไม้ก่อนว่า สามารถใช้ทำความสะอาดพื้นไม้ได้อย่างปลอดภัย ไม่ทำให้พื้นไม้กร่อนหรือเปลี่ยนสี หรือไม่ เมื่อเตรียมของทุกอย่างครบแล้ว ต่อไปก็ปัดกวาดพื้นให้สะอาดก่อน ตามด้วยใช้หัวฉีดแรงดันสูง ฉีดทำความสะอาดพื้นไม้อีกรอบ เสร็จแล้วก็ไปเริ่มทำความสะอาดแบบล้ำลึกกันได้เลย

ลงมือ
ผสมน้ำสะอาด 1 แกลลอน กับผงซักฟอกชนิดปราศจาก สารฟอกขาว 1 ถ้วยตวง และสารฟอกขาว (Oxygen Bleach) ¾ ถ้วยตวง คนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน จากนั้นก็เทลงบนพื้นไม้ แล้วก็ใช้แปรงไนลอน หรือไม้กวาดทางมะพร้าวขัดพื้นไม้ให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที พอให้สารฟอกขาวทำปฏิกิริยากำจัดเชื้อแบคทีเรีย และคราบสกปรกต่าง ๆ ที่ติดต้างอยู่ให้หมดจด เสร็จแล้วก็ใช้หัวฉีดแรงดันสูงฉีดทำความสะอาดพื้นไม้อีกรอบ

พิชิตคราบหนัก
ผสมสารฟอกขาว 1 ถ้วยตวงกับน้ำสะอาด ¾ แกลลอน แล้วเทลงไปบนคราบสกปรกที่ติดฝังแน่นมานาน ขัดด้วยแปรงไนลอนจนคราบหลุดออกไปบางส่วน จากนั้นก็ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วค่อยลงมือขัดคราบสกปรกอีกครั้งจนหมดจด ก่อนจะใช้หัวฉีดแรงดันสูงฉีดทำความสะอาดให้หมดจด

ขจัดคราบเบา
สำหรับคราบสกปรกเบา ๆ ตามพื้นไม้ แนะนำให้ผสมน้ำส้มสายชูกลั่นขาว 2 ถ้วยตวง กับน้ำสะอาด 1 แกลลอน ผสมให้เข้ากันแล้วนำมาราดพื้นไม้ ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที จากนั้นก็ใช้แปรงหรือไม้กวาดทางมะพร้าวขัดคราบสกปรกให้หลุดออกไป ก่อนจะฉีดน้ำล้างทำ ความสะอาดตามปกติ แต่ถ้าไม่อยากใช้น้ำส้มสายชู จะผสมสารฟอกขาว ¾ ถ้วยตวง กับน้ำสะอาด 1 แกลลอน หรือจะผสมผงซักฟอก 1 ถ้วยตวง กับน้ำสะอาด 1 แกลลอน ก็ได้เช่นกันจ้า

ไล่เชื้อรา
ผสมน้ำสะอาด ¾ แกลลอน กับสารฟอกขาว 1 ถ้วยตวง และน้ำยาล้างจานอีก ¾ ถ้วยตวง คนทุกอย่างให้เข้ากัน แล้วนำไปราดลงบนพื้นไม้ที่มีเชื้อราให้ทั่ว ขัดทำความสะอาดพื้นด้วยแปรงไนลอน ทิ้งไว้สัก 10 นาทีแล้วค่อยขัดทำความสะอาดและฉีดน้ำล้างให้ทั่วอีกรอบ

กำจัดสนิม
พื้นไม้ก็อาจจะมีคราบผุกร่อนคล้าย ๆ คราบสนิมได้เหมือนกัน ซึ่งถ้าพื้นไม้ระเบียงของคุณมีคราบเหล่านี้ ให้ผสมผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นไม้ที่มีส่วนผสมของกรดอ็อกซาลิค 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำสะอาด 1 ถ้วยตวง จากนั้นก็นำมาราดลงบนพื้นไม้ที่มีคราบสนิม ทิ้งไว้อย่างนั้นจนกว่าคราบจางจางหายไป

ขอบคุณข้อมูลจาก : kapook

ภาพจาก : Sanook